อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์. พระบรมศาสดา และเหล่าผู้พระสาวก

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ยะธาพุทโมนะ, 11 ตุลาคม 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    ?temp_hash=ea02e8ba4f0acdba14733ade1c8a7e4f.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    คุณสมบัติของพระธรรมกถึก
    ************
    (พระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระเมื่อจะบอกลักษณะของพระธรรมกถึกแก่ภิกษุ
    ทั้งหลาย จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
    [๒๐๙] (พระธรรมกถึกประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ คือ)
    ๑. ไม่พึงยกตน
    ๒. ไม่ข่มผู้อื่น
    ๓. ไม่พึงมองดูด้วยความเหยียดหยาม
    ๔. ไม่พึงกระทบกระทั่งท่านผู้ถึงฝั่งนิพพาน
    ๕. ไม่พึงกล่าวคุณความดีของตนในที่ชุมชน
    ไม่ฟุ้งซ่าน กล่าวแต่พอประมาณ มีวัตรดีงาม
    [๒๑๐] พระธรรมกถึกนั้นมักเห็นเนื้อความอันสุขุมและละเอียดยิ่งนัก มีปัญญาเฉลียวฉลาด ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ ปฏิบัติตามศีลของพระพุทธเจ้าเป็นอาจิณ
    พึงได้นิพพานไม่ยากเลย
    ................
    วิสาขปัญจาลีปุตตเถรคาถา ภาษิตของพระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระ ขุททกนิกาย เถรคาถา พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖
    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=26&siri=302
    UKem3PxLiYql8Pdr0AuJsjmYOvq5lz2y4N&_nc_ohc=FED-Jf7LXVgAX-wLB12&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-3.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    lZCvmfghc8ao5&_nc_ohc=VORrke3XligAX9Y5axO&tn=6cH58Tvc5DnXEYO9&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-4.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    จรณะ ๑๕ ประการ
    **********
    ...บุคคลผู้มีจรณะวิบัติ ย่อมไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง
    บุคคลผู้ประกอบด้วยจรณะ ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง
    เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”
    ...................
    ข้อความบางตอนใน อุปวาณสูตร อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑
    http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_siri.php?B=21...
    บทว่า จรณสมฺปนฺโน คือ ถึงพร้อมแล้วด้วยจรณธรรม ๑๕ ประเภท.
    บทว่า ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ อนฺตกโร โหติ ความว่า บุคคลรู้เห็นด้วยมรรคปัญญาตามความเป็นจริงแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์ตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงให้ปัญหาจบลงด้วยยอดธรรมคือพระอรหัต.
    ข้อความบางตอนใน อรรถกถาอุปวานสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=21&i=171...
    ..........
    หมายเหตุ : จรณะ ๑๕ นั้น พึงเทียบกับเสขปฏิปทา (ข้อปฏิบัติของพระเสขะ) ในเสขปฏิปทาสูตร http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_siri.php?B=13...
    และดูเพิ่มเติมใน [อรรถาธิบายพุทธคุณบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน] เวรัญชกัณฑวรรณนา อรรถกถา มหาวิภังค์ http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=1&i=1&p=7...
    และพึงเทียบกับบุพภาคปฏิปทา (ข้อปฏิบัติส่วนเบื้องต้น) ในอรรถกถาธาตุวิภังคสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=14.0...
    และพึงเทียบกับหลักการปฏิบัติธรรมตามลำดับจากต่ำไปหาสูง ในคณกโมคคัลลานสูตร http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/m_siri.php?B=14&siri=7
    และพึงเทียบกับอปัณณกปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด) ในอปัณณกสูตร http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=20&siri=60
    และพึงเทียบกับ ฌาน ๔ ประการ ธรรมที่ทำให้น้อมไปสู่นิพพาน ในฌานาทิสูตร http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=19&siri=298
    และพึงเทียบกับ ฌาน ๔ ที่จัดว่าเป็นจรณะ ใน อัมพัฏฐสูตร http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=9&siri=3
    สรุปได้ว่า จรณะ ๑๕ คือ (๑) เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล (๒) เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (๓) เป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค (๔) เป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง (๕) เป็นผู้มีศรัทธา (๖) เป็นผู้มีหิริ (๗) เป็นผู้มีโอตตัปปะ (๘) เป็นพหูสูต (๙) เป็นผู้ปรารภความเพียร (๑๐) เป็นผู้มีสติ (๑๑) เป็นผู้มีปัญญา (๑๒) เป็นผู้ได้ปฐมฌาน (๑๓) เป็นผู้ได้ทุติยฌาน (๑๔) เป็นผู้ได้ตติยฌาน (๑๕) เป็นผู้ได้จตุตถฌาน
    ................
    ข้อสังเกต ในจรณะ ๑๕ นั้น
    ข้อที่ ๒, ๓ และ ๔ คือ อปัณณกปฏิปทา
    ข้อที่ ๕, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐ และ ๑๑ คือ สัทธรรม ๗ ประการ
    #จรณะ
    Y8ywd-dmlOIr5sTR5ghi5pUgBn0zuAC8_m&_nc_ohc=BnweI7fb-98AX9wG9iv&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-6.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    จรณะ = เสขปฏิปทา
    ***********
    จรณะ ๑๕ คือ
    (๑) สีลสัมปทา (๒) อินทรียสังวร (๓) โภชเนมัตตัญญุตา
    (๔) ชาคริยานุโยค (๕) มีศรัทธา (๖) มีหิริ (๗) มีโอตตัปปะ (๘) เป็นพหูสูต (๙) วิริยารัมภะ (๑๐) มีสติมั่นคง (๑๑) มีปัญญา (๑๒) ปฐมฌาน (๑๓) ทุติยฌาน (๑๔) ตติยฌาน (๑๕) จตุตถฌาน
    ..................
    ธรรม ๑๕ นี้ คือ สีลสังวร ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ชาคริยานุโยค สัทธรรม ๗ ฌาน ๔ พึงทราบว่า ชื่อว่าจรณะ. จริงอยู่ ธรรม ๑๕ นี้แหละ พระองค์ตรัสเรียกว่าจรณะ เพราะเหตุที่เป็นเครื่องดำเนินคือเป็นเครื่องไปสู่ทิศ คืออมตธรรมของพระอริยสาวก.
    ........
    ข้อความบางตอนใน [อรรถาธิบายพุทธคุณบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน] เวรัญชกัณฑวรรณนา อรรถกถา มหาวิภังค์ http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=1&i=1&p=7...
    เสขปฏิปทา คือ
    สีลสัมปทา อินทรียสังวร โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค สัทธรรม ๗ ฌาน ๔
    …………..
    [๒๓] ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เชิญเจ้าศากยมหานามะมาแล้วกล่าวว่า
    “เจ้ามหานามะ พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล
    คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
    รู้จักประมาณในการบริโภค
    ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการ
    เป็นผู้ได้ฌาน ๔ อันเป็นธรรมอาศัยจิตอันยิ่ง เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
    .......
    ข้อความบางตอนใน เสขปฏิปทาสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓
    http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_siri.php?B=13...
    เสขปฏิปทา หมายถึงปฏิปทาที่เป็นมงคล เป็นปฏิปทาของผู้เจริญในพระพุทธศาสนา เพื่อมุ่งหวังความเป็นมงคลแก่ท้องพระโรง(สันถาคารศาลา) หลังใหม่ และเพราะมีพระเสขบุคคลเป็นอันมากนั่งอยู่ในบริษัท เมื่อตรัสปฏิปทาข้อนี้แล้ว พระเสขบุคคลเหล่านั้นจักกำหนดได้อย่างไม่ลำบาก ทั้งเป็นปฏิปทาที่รวมไว้ซึ่งไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหัวใจ เป็นข้อปฏิบัติหลักในพระศาสนา เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงกำหนดตรัสเสขปฏิปทาสูตรในกาลนี้ (ม.ม.อ. ๒/๒๒/๒๑)
    ........
    ดูรายละเอียดในอรรถกถาเสขปฏิปทาสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=13&i=24


    6jDe6uPivs2TyCO5_aIrObV8nijMkP-88&_nc_ohc=-TprJH0JdjoAX-vII9H&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-8.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    #ผู้สมควรเป็นมุนี

    พระพุทธภาษิต

    น โมเนน มุนิ โหติ มุฬฺหรูโป อวิทฺทสุ
    โย จ ตุลํ ว ปคฺคยฺห วรมาทาย ปณฺฑิโต
    ปาปานิ ปริวชฺเชติ ส มุนิ เตน โส มุนิ
    โย มุนาติ อุโภ โลเก มุนิ เตน ปวุจฺจติ ฯ

    คำแปล

    บุคคลเขลา เป็นผู้ไม่รู้อยู่โดยปกติ
    ไม่ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะความเป็นผู้นิ่ง

    ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต ถือธรรมอันประเสริฐ
    ดุจบุคคลประคองตาชั่ง
    เว้นบาปทั้งหลายได้
    ผู้เป็นมุนีเพราะเหตุที่เว้นบาปนั้น
    ผู้ใดรู้อรรถทั้งสองในโลก
    ผู้นั้นเรากล่าวว่าเป็นมุนี
    เพราะเหตุที่รู้อรรถทั้งสองนั้น

    ================

    #วรรค๑๙ #ว่าด้วยตั้งตนอยู่ในธรรม (ธัมมัฏฐวรรค)
    #พระพุทธภาษิต (จากคัมภีร์ธรรมบท)
    #เพจอาจารย์วศิน อินทสระ
    #ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
     
  7. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    ?temp_hash=dac5d5ccd5ecd44d6f958081807b0f4e.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    cmpm_VJvMuy_06uCim72c9zOXUAaGQriTW&_nc_ohc=pn3WetRos0cAX_-P3or&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.jpg
     
  11. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    CfubQIC5q_xpUH6-iew8mR0XjxKsX4Hpr&_nc_ohc=HzfacoTLgXMAX_c3E5n&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk29-2.jpg
     
  12. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
  13. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
  14. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    cyo2B64qyJx5m&_nc_ohc=jtFMuf2cP28AX_RlalO&tn=-7YbiG3gYhBLcAI0&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-6.jpg
     
  15. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    [๔๕๔] อริยสมาธิขันธ์ที่ท่านพระโคดมตรัสสรรเสริญและทรงให้ประชาชนสมาทานตั้งมั่นอยู่เป็นอย่างไร ท่านอานนท์”


    ท่านพระอานนท์ตอบว่า “มาณพ ภิกษุชื่อว่าคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยตาแล้วไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมในจักขุนทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จึงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมในมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จึงรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความสำรวมอินทรีย์อันเป็นอริยะนี้ ย่อมเสวยสุขที่ไม่ระคนกับกิเลสในภายใน มาณพ ภิกษุชื่อว่าคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างนี้แล
    [๔๕๕] มาณพ ภิกษุชื่อว่าประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้เข้า การเหยียดออก การครองสังฆาฏิบาตรและจีวร การฉัน การดื่ม การเคี้ยว
    การลิ้ม การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน การตื่น การพูด การนิ่ง มาณพ ภิกษุชื่อว่าประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเป็นอย่างนี้แล
    [๔๕๖] มาณพ ภิกษุชื่อว่าผู้สันโดษเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มร่างกายและบิณฑบาตพออิ่มท้อง จะไป ณ ที่ใดๆ ก็ไปได้ทันทีเหมือนนกบินไป ณ ที่ใดๆ ก็มีแต่ปีกเป็นภาระ มาณพ ภิกษุชื่อว่าผู้สันโดษ
    เป็นอย่างนี้แล
    [๔๕๗] ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร อริยสติสัมปชัญญะ และอริยสันโดษอย่างนี้แล้ว พักอยู่ ณ เสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้ว นั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า
    [๔๕๘] เธอละอภิชฌา(ความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา)ในโลก มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา ละความมุ่งร้ายคือพยาบาท มีจิตไม่พยาบาท มุ่งประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความมุ่งร้ายคือพยาบาท ละถีนมิทธะ(ความหดหู่และเซื่องซึม) ปราศจากถีนมิทธะ กำหนดแสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะ(ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ) เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ภายใน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก
    อุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย) ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว ไม่มีวิจิกิจฉาในกุศลธรรมอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา…
    [๔๖๔] มาณพ ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนยังละไม่ได้ เหมือนหนี้ โรค เรือนจำ ความเป็นทาส และทางไกลกันดาร
    [๔๖๕] มาณพ ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้ว เหมือนความไม่มีหนี้ ความไม่มีโรค การพ้นโทษจากเรือนจำ ความเป็นไทแก่ตัวเอง และภูมิสถานอันสงบร่มเย็น
    [๔๖๖] เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้ว ย่อมเกิดความเบิกบานใจ เมื่อเบิกบานใจก็ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบย่อมได้รับความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น
    [๔๖๗] ภิกษุนั้น สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกจะไม่ถูกต้อง…
    [๔๖๘] ยังมีอีก มาณพ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายในมีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มด้วยปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิจะไม่ถูกต้อง…
    [๔๖๙] ยังมีอีก มาณพ เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขามีสติ อยู่เป็นสุข เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มด้วยสุขอันไม่มีปีติ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่สุขอันไม่มีปีติจะไม่ถูกต้อง…
    [๔๗๐] ยังมีอีก มาณพ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่เธอมีใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องจะไม่ถูกต้อง…
    [๔๗๑] มาณพ สมาธิขันธ์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญและทรงให้ประชาชนสมาทานตั้งมั่นอยู่เป็นอย่างนี้ แต่ในพระธรรมวินัยนี้ยังมีกรณียกิจที่ต้องปฏิบัติยิ่งขึ้นไปกว่าขั้นอริยสมาธินี้อีก”
    ..............
    ข้อความบางตอนใน สุภสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙
    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=9&siri=10
    หมายเหตุข้อความเบื้องต้นสรุปความได้ว่า
    อริยสมาธิขันธ์ที่ท่านพระโคดมตรัสสรรเสริญและทรงให้ประชาชนสมาทานตั้งมั่นอยู่ คือ
    ๑. เป็นภิกษุผู้ประกอบแล้วด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร อริยสติสัมปชัญญะ และอริยสันโดษ
    ๒. พักอยู่ ณ เสนาสนะเงียบสงัด เช่น ป่า เป็นต้น
    ๓. กลับจากบิณฑบาต หลังจากฉันอาหารเสร็จ จึงนั่งขัดสมาธิ
    ๔. ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์ ๕
    ๕. พิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนยังละไม่ได้ เหมือนหนี้ โรค เรือนจำ ความเป็นทาส และทางไกลกันดาร
    ๖. พิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้ว เหมือนความไม่มีหนี้ ความไม่มีโรค การพ้นโทษจากเรือนจำ ความเป็นไทแก่ตัวเอง และภูมิสถานอันสงบร่มเย็น
    ๗. เมื่อพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้ว ย่อมเกิดความเบิกบานใจ
    ๘. เมื่อเบิกบานใจก็ย่อมเกิดปีติ
    ๙. เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ
    ๑๐. เมื่อมีกายสงบ ย่อมได้รับความสุข
    ๑๑. เมื่อมีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น
    ๑๒. เมื่อสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว จึงบรรลุปฐมฌาน
    ๑๓. เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ภิกษุบรรลุทุติยฌาน
    ๑๔. เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน
    ๑๕. เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน
    #สมาธิขันธ์


    ?temp_hash=b4e5f7865f4958ffd60a788c34748f09.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    nrpM3x3y3akL8GGpCCcewHKESpN1O-kZr&_nc_ohc=ReNYbqg9nWIAX_HOoMA&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-4.jpg
     
  18. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    รูปที่เห็นอาจมองต่างกัน
    ........
    “เวทนา สัญญา และวิญญาณ ๓ ประการนี้ รวมกัน ไม่แยกกัน และไม่สามารถแยกแยะบัญญัติหน้าที่ต่างกันได้
    เพราะเวทนาเสวยอารมณ์สิ่งใด สัญญาก็กำหนดหมายสิ่งนั้น
    สัญญากำหนดหมายสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น
    เหตุนั้นธรรม ๓ ประการนี้ จึงรวมกัน ไม่แยกกัน และไม่สามารถแยกแยะบัญญัติหน้าที่ต่างกันได้”
    ข้อความบางตอนใน มหาเวทัลลสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒
    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=12&siri=43
    คำว่า "จำแนกแยกแยะ" หมายความว่า ไม่มีใครสามารถเพื่อจะแยกเป็นแผนกและพลิกแพลงแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันโดยอารมณ์ โดยที่ตั้ง โดยการเกิดขึ้น หรือโดยการดับไปได้.
    ก็ธรรมดาว่าอารมณ์ของสิ่งนั้นๆ มีอยู่.
    จริงอยู่ เมื่อบรรลุสิ่งที่เป็นของแบบโลกๆ จิตย่อมเป็นใหญ่เป็นหัวหน้า เมื่อบรรลุสิ่งที่อยู่เหนือโลก [โลกุตตร] ความรู้ชัดย่อมเป็นใหญ่เป็นหัวหน้า.
    จริงอย่างนั้น แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตรัสถามถึงสิ่งที่เป็นของแบบโลกๆ ก็ไม่ตรัสถามอย่างนี้ว่า "ภิกษุ เธอบรรลุความรู้ชัดชนิดไหน เป็นความรู้ชัดในทางชั้นต้น หรือเป็นความรู้ชัดในทางชั้นที่สอง ที่สามและที่สี่" แต่จะตรัสถามด้วยอำนาจจิตว่า "ภิกษุ เธอมีจิตอย่างไร" และไม่ตรัสถามว่า "ภิกษุเธอมีผัสสะอย่างไร? มีเวทนาอย่างไร มีสัญญาอย่างไร มีเจตนาอย่างไร"
    แม้เมื่อจะทรงบัญญัติกุศลและอกุศล ก็ทรงบัญญัติด้วยอำนาจจิตอย่างนี้ว่า "สิ่งทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จด้วยใจ" และว่า "สิ่งที่เป็นกุศลเป็นไฉน ในสมัยใด จิตเป็นกุศลที่ท่องเที่ยวอยู่ในชั้นกาม ย่อมเป็นของเกิดขึ้นแล้ว"
    แต่เมื่อจะทรงถามถึงสิ่งที่อยู่เหนือโลก จะไม่ทรงถามว่า "ภิกษุ เธอมีสิ่งที่ทำหน้าที่กระทบอย่างไร มีความรู้สึกอย่างไร มีความรู้จำอย่างไร มีความจงใจอย่างไร"
    จะทรงถามด้วยอำนาจความรู้ชัดอย่างนี้ว่า "ภิกษุ ความรู้ชัดที่เธอบรรลุแล้วเป็นไฉน เป็นความรู้ชัดในหนทางชั้นต้น หรือเป็นความรู้ชัดในหนทางชั้นที่สอง ชั้นที่สามและชั้นที่สี่"
    ……….
    ข้อความบางตอนในอรรถกถามหาเวทัลลสูตร
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=12&i=493
    ความเห็นเพิ่มเติม : เมื่อเรากระทบโลก (ผัสสะ) ย่อมจะรู้สึกต่อการกระทบ (เวทนา) เมื่อเราเกิดความรู้สึก ก็จะจดจำลักษณะของสิ่งที่กระทบ (สัญญา) การจดจำคือความกำหนดหมายรู้ หรือ รู้ลักษณะของสิ่งที่มากระทบผ่านช่องทางทั้ง ๖ หรือ สัญญา ๖ เช่น กำหนดหมายรู้รูป เรียกว่า “รูปสัญญา” ในทางพระพุทธศาสนามองว่า สัญญาจะเกิดขึ้นพร้อมกันกับการกระทบ (ผัสสะ) และการรู้สึก (เวทนา) เช่น เมื่อตากระทบรูปจึงเห็นรูป (จักขุผัสสะ) เมื่อเห็นรูปจึงรู้สึกในรูป (จักขุสัมผัสสชาเวทนา) เมื่อรู้สึกในรูปจึงจดจำในรูป (รูปสัญญา) ว่ารูปมีลักษณะสีเขียว สีขาว สีดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นขั้นตอนการรับรู้ทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ ตามกระบวนการของเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ

    ?temp_hash=28956eec84df874ad40a118e084c0683.jpg

    https://www.facebook.com/TipitakaStudies/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  19. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962

    ไฟล์ที่แนบมา:

  20. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    28,311
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +70,962
    #ผู้อบรมดีแล้ว
    ผู้ที่ได้อบรมกาย อบรมจิตดีแล้ว ดูได้ที่ไหน?
    ดูที่ เมื่อสุขเวทนา (ความรู้สึกสุข) หรือทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์)
    ไม่ว่าทางกายหรือทางจิตเกิดขึ้น
    มันสามารถครอบงำจิตได้หรือไม่
    ถ้าครอบงำได้ ทำให้เขาต้องเศร้าโศกเสียใจ
    พิไรรำพันต่างๆ หรือเพลิดเพลินหลงใหล
    แสดงว่าเขายังมิได้อบรมกาย อบรมจิตด้วยดี
    ถ้าสุขทุกข์นั้นครอบงำจิตไม่ได้แสดงว่า
    เขาได้อบรมกาย อบรมจิตดีแล้ว
    (มหาสัจจกสูตร ม.มู. เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๐๘-๙)
    =================
    #คติชีวิต- เพื่อสิ่งที่เติบโตและเข้มแข็ง
    #เพจอาจารย์วศิน อินทสระ
    #ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...