ขอเชิญท่านที่มีความจงรักภักดีและเทิดทูนในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ในห้อง 'งานบุญอื่นๆ' ตั้งกระทู้โดย จงรักภักดี, 28 เมษายน 2009.

  1. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    ลองคิดเหตุผลที่ท่านจางคิดจะยกลูกสาวให้พระนเรศแทนให้เข้าวังหลวง (ตอนนั้นทางวังหลวงเริ่มเรียกตัวให้พระนางเข้าวัง ไปฝึกมารยาทวังหลวงแล้ว ท่านจางจึงต้องรีบตัดสินใจเดินหน้าแผนการมาสยาม)

    1. รักษาเชื้อชาติไทเอาไว้ หากพ่ายแพ้ต่อพม่านานเกินไปจะถูกพม่ากลืนความเป็นไท
    2. ฐานะ เงินทอง เครือข่ายการค้า หลงจู้ที่จ้างไว้ตามท่าเรือสำคัญ ก็ยังทำงานหาเงินได้ อยู่ที่ไหนก็มีเงินไม่อดอยาก
    3. หลบการเมืองในราชสำนักหมิงที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
    4. ท่านจางขอให้พระนเรศรับพระนางป็นอัครชายาได้ ไม่ต้องเป็นรองภรรยาคนใด เพราะตระกูลมีความพร้อมทุกอย่าง พื้นฐานท่านเคยยิ่งใหญ่เป็นถึงผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ คงเห็นแก่ท่านจาง อีกอย่างคือราชสำนักสยามขอความช่วยเหลือบางอย่างจากตระกูลท่านด้วย เช่น การจัดหายุทโธปกรณ์ การค้าระหว่างประเทศ การทูตกับชาติตะวันตก เป็นต้น
    5. พระนเรศเป็นคนมีน้ำใจ มีเมตตา มีความเป็นสุภาพบุรุษสูง มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบสูง และเป็นคนเก่งระดับหนึ่งในใต้หล้า และคงไม่ทำร้ายลูกสาวท่าน ท่านจางดูดวงเป็นเพราะตำแหน่งงราชครูของฮ่องเต้ต้องรู้โหราศาสตร์ด้วย ต้องยอมรับว่าท่านจางตา แหลม ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่น

    ข้อเสีย
    1 ลูกสาวต้องมาเสี่ยงในบ้านเมืองที่ยังมีการสู้รบ
    2 สภาพบ้านเมืองที่ร้อนชื้น ยากต่อการปรับตัวของสตรีชาววังอย่างพระนาง

    ช่วงที่พระเอกาทำร้ายพระเจ้าปราสาททอง พระนางสั่งให้เครือข่ายการค้าหยุดให้ความช่วยเหลือราชสำนักสยาม เพื่อบีบให้พระเอกาปล่อยลูกของพระนาง พระเอกาจึงแก้เกมโดยเก็บภาษีมหาโหด เช่นภาษีมะม่วง พืชสวน ภาษีผักปลา แทบจะเก็บแบบ 1 ต่อ 1 หรือครึ่งๆ หมายถึงผลผลิตที่ได้ต้องตกเป็นของรัฐครึ่งหนึ่ง เป็นต้น

    ล่าสุดที่เห็นพระเอกา คือทรงใส่เสื้อสีฟ้าอมเทา สวมเครื่องประดับกษัตริย์เต็มอัตรา แต่ไม่ได้สวมพระมาลา เสด็จโดยเรือพระที่นั่งมาจอดแวะที่ท่าแพของตำหนักจันทร์บางปะอิน มาแป๊ปเดียว และอยู่แค่ที่ท่าน้ำ ทรงกำดาบขึ้นและตะโกนว่า "ที่นี่ก็ต้องเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนคนอื่น ไม่มีข้อยกเว้น" น่าจะทรงหัวเสียที่ได้ข่าวว่าพระเจ้าลูกเธอของพระนเรศวรที่รักษาตัวอยู่บนตำหนักทรงรอดชีวิตจากแผลติดเชื้ออย่างสาหัส ตะโกนประโยคนั้นเสร็จก็เดินหัวเสียไปขึ้นเรือพระที่นั่งแล้วทรงล่องไปทางบางกอกต่อ คงมีธุระแต่พอดีผ่าน ตำหนักจันทร์ ก็เลยแวะมาประกาศไว้สักหน่อย ไม่ให้นายภาษีอากรย่อหย่อนจนจะไม่เก็บภาษีพระนางมณีจันทร์ ประกาศแบบนี้เพื่อให้เก็บภาษีให้เต็มที่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 เมษายน 2026
  2. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    เทียบกับมังจีชวา ในเรื่องหงสาวดี ด้านชีวิตคู่ ถือว่าพระองค์ประสบความสำเร็จด้านความรักมากกว่ามังจีชวา เพราะทรงโปรดพระนางมณีจันทร์ผู้เป็นคู่ครองของพระองค์มาก แม้จะเป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชน แต่คุณสมบัติของทั้งสองพระองค์ก็คู่ควรกันจริงๆ ทั้งสองพระองค์มีจิตเมตตาอยากช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พระนางมองพระนเรศแบบทรงน่าสงสาร พระนเรศเป็นคนมีเลือดมีเนื้อเหมือนคนอื่น แต่ทุกคนมองพระองค์เป็นความหวังของชาติ ทรงรับภาระหนักมากในขณะที่อายุน้อย และทรงวางไม่ลง ทรงเต็มใจรับภาระนี้บนบ่าของพระองค์ เกิดสักร้อยชาติจะเจอมหาบุรุษเฉกเช่นสมเด็จพระนเรศสักคนยังหายาก

    FB_IMG_1775031751873.jpg

    ถ้ามีใครไปเที่ยวที่วัดชุมพลนิกายาราม บางปะอิน อย่าลืมแวะดูอนุสรณ์ความรัก อยู่บนลายกระถางธูปหิน ที่ตั้งอยู่หน้าโบสถ์ สลักเป็นรูป นกยวนยาง
    สัญลักษณ์แห่งความรักและความซื่อสัตย์ต่อกันตราบจนวันตาย พระนางตั้งใจจัดหามาเพื่อสื่อสารความรักให้พระสวามีได้รับรู้

    วันนี้วันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ฉันคิดว่าฉันติดดูหนังจีนมากเกินไป อันที่จริงคนจีนใช้สัญญลักษณ์นกเป็ดน้ำ ที่ตัวผู้จะสวยงาม แต่ตัวเมียจะสีเรียบๆ ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของความรักยืนยาวต่างหาก (ความรู้นี้มาจากคนจีนโบราณที่เคยพูดให้ฟัง)

    [​IMG]

    นกยวนยาง.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 เมษายน 2026
  3. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    ถ้าพระนเรศเรียนดาบสองมือจากพระราชบิดาตั้งแต่อายุ 3 พรรษา เหมือนที่พระเจ้าปราสาททอง้รียนดาบสองมือมาตั้งแต่ 3 พรรษาจากพระบิดา ( พระนเรศ) ดั้งนั้น พระนเรศเรียนดาบสองมือเมืองพิษณุโลกมาตั้งแต่เล็ก ไม่ได้ไปเรียนใหม่เป็นเพลงดาบมอญ เพราะถ้าเพลงดาบมอญเก่งจริง เพลงดาบมอญต้องรักษาประเทศมอญไว้ได้ ไทยชอบไปยกย่องต่างชาติมากเกินไป คิดว่าอะไรๆ ก็รับมาจากต่างชาติ เพลงดาบที่พระไชยราชาพิชิตศึกเชียงกราน ไม่ใช่เพลงดาบไทยหรือ? ก็เพลงดาบไทย พ่อพระนเรศเป็นกรมพระตำรวจขวาของพระไชยราชามาตั้งแต่อายุ 20 ใช้เพลงดาบไทยมาตลอด พอพระนเรศจะเก่ง ไปยกเครดิจให้เพลงดาบมอญ ... ไม่ไว้ลายให้เพลงดาบไทยเลย แม้พระนเรศเอง ท่านทรงเรียกเพลงดาบท่านว่า ดาบอาทมาฏ ไม่ได้ดัดแปลงจากมอญ มหาเถรคันฉ่องมีบทบาทแค่สอนวิชาสมาธิ กรรมฐานให้ ไม่ได้ฝึกดาบให้ คนที่ฝึกดาบเพิ่มเติมให้พระองค์คือพม่า ในฐานะที่จับพระนเรศเป็นคู่ซ้อม ไม่ใช่สอนให้ตามปกติ.. พ่อขุนรามคำแหงก็เรียนวิชาดาบจากเขาสมอคลอน เมืองละโว้ ... ตามกันดีๆเถิด วิชาดาบนั่นเป็น เพลงดาบสืบทอดกันมาเป็นพันปี ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายก็ต้องฝึกเพลงดาบชนิดนี้ เพลงดาบของเจ้าราชวงศ์สุริยวงศ์

    ตอนนี้มอญฟินมาก บอกว่าเพลงดาบมอญดีมาก ดีมากก็ต้องปกป้องชาติมอญไม่ให้ล่มได้ก่อน เพราะดาบอาตมาทเป็นดาบไทยใช้ปกป้องประเทศมาเป็นพันปี

    เมื่อคนไทยไม่รู้รากเหง้าของตนเอง จึงถูกจูงโดยประวัติศาสตร์ที่ชาติตะวันตกเขียน ทำให้จิตคนไทยคล้อยไปทางยกย่องชาติอื่น ไม่รู้ว่าทีแท้เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเราเอง น่าเสียดาย

    เนื่องจากประวัติตระกูลของพระนางมณีจันทร์จะช่วยเชื่อมประวัติศาสตร์ชาติไทยให้ย้อนไปได้สัก 5000 ปี (ตั้งแต่สมัยอารยัน และการเดินทางมาภูมิภาคนี้ ในนามของคนโยนก ซึ่งระดับเจ้ากินดองกับเจ้าไท แตกลูกหลานเป็นคนไทยวนมาถึงทุกวันนี้) โดยจะเขียนเนื้อหาในเวปนี้ก่อน แล้วจึงจะไปทำคลิปในติ๊กต่อก สลับกันไป..
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 เมษายน 2026
  4. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    ราชวงศ์ Mleccha Tribe เป็นสายสุริยวงศ์สายหนึ่ง (พระเจ้าสีนุโล ก็คือเจ้าชาย สาละตรัมพะ ต้นราชวงศ์มเลจฉะ หรือราชวงศ์เมืองไท นั่นเอง ตั้งราชวงศ์เมื่อจุลศักราชที่ 1)

    คนมอญ คนเขมร ไม่มีจารึกในปุราณะใดๆนะคะ ไม่น่าจะสืบสายสุริยวงศ์ได้ค่ะ 1775370980264.jpg

    พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์
    ถือกำเนิดตามสายวงศ์สุริยวงศ์ ตั้งราชวงศ์มเลจฉะ เมื่อจุลศักราชที่ 1 ชื่ออินเดียคือ พระเจ้าอวันตีวรมัน ชื่อทางพุทธ ชื่อ salatrumbha (พระเจ้าต้นสาละ) คนจีนเรียก พระเจ้าสีนุโล เกิดในวงศ์สุริย คติความเชื่อเรื่องดอกบัวที่เกิดจากสะดือพระนารายณ์ เป็นที่มาของชื่อ พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ แต่งงานกันเจ้าหญิงหนองแส ลูกของพระเจ้าศรีสิทธิชัยพรหมเทพ เจ้านครหนองแส คนจีนให้ชื่อว่าจางเล่อจิงชิว. ในตำนานจึงเขียนไว้ว่าพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์แต่งกับเจ้าหญิงจีน ที่แท้จริง ไม่จีน เพราะจางเล่อจิงชิวเป็นทายาทรุ่นที่ 32 นับลงมาจากพระเจ้าอโศกมหาราช

    สายวงศ์นี้เป็นสายวงศ์ของพระราม และเป็นสายวงศ์ของพระพุทธเจ้าด้วย นักประวัติศาสตร์จีนจึงเขียนว่า มีแซ่เดียวกันกับพระพุทธเจ้า

    สรุปว่าพระนางมณีจันทร์เป็นลูกหลานของพระเจ้าศรีสิทธิชัยพรหมเทพ เจ้านครหนองแส โดยระยะเวลาห่างกันประมาณ 900 ปี
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 เมษายน 2026
  5. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    คาดว่าอาจจะมีพระบูชาของสมเด็จพระนเรศวรปะปนอยู่ในกลุ่มพระโบราณวัดปราสาทค่ะ

    https://vt.tiktok.com/ZSHushCEB/ ดู ติ๊กต่อก ให้เห็นภาพพระพุทธรูปบนฝ้าเพดานโบสถ์

    และดูคลิปวีดีโอที่พระนางมณีจันทร์ไปเป็นประธานในพิธีเททองพระประธานเมื่อตอนพระเจ้าปราสาททองสร้างวัด สมัยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยากลาโหมศรีสุริยวงศ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 เมษายน 2026
  6. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    เห็นพระหน้าตักสัก 7 นิ้ว แกะขึ้นจากหินเขี้ยวหนุมาน ทำให้พระองค์นี่สีใสโปร่งแสง แต่ยังไม่ใสเหมือนแก้ว มีขุ่นบ้างเล็กน้อย ถูกแกะขึ้นและตั้งเป็นประธานในหอพระที่ตำหนักจันทร์ พระองค์นี้ใช้รวมจิตเวลาพระนเรศทรงนั่งสมาธิในหอพระ (หอพระ คือเรือนไทยที่ปลูกไว้เป็นประธานของเรือนโดยจะมีลานเชื่อมต่อกับเรือนอื่น) หินเขี้ยวหนุมาน เป็นหินคว๊อตส์ที่แกะยากมาก เฉพาะจะหาหินก้อนขนาดนีก็ยังหายาก ภายหลังพระประธานของหอพระองค์นี้ จะไปอยู่ที่ใครไม่ทราบเลบ
     
  7. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    ตั้งต้นจากประวัติศาสตร์ตระกูลฝ่ายเจ้าหญิงหนองแส ก่อน เพราะไม่ค่อยมีใครรู้จัก ส่วนประวัติฝ่ายพระเจ้าสีนุโลหรือพระเจ้าอวันตีวรมัน นั้น สามารถตามประวัติของสายวงศ์จากเนื้อหาในคัมภีร์มหาภารตะส่วนที่อรชุนมาอาศัยแถวเบงกอลช่วงหนึ่ง วงศ์ของพระนารทและอื่นๆ เป็นสายต้นวงศ์ของฝั่งพระเจ้าสีนุโล(พระเจ้าอวันตีวรมัน)

    ประวัติศาสตร์ที่ตามนี้ ตามความเข้าใจของข้าพเจ้าที่ลองเดา ฟ้าต้องการให้ข้าพเจ้าบอกเพื่อดึงบารมีเก่าของแผ่นดินกลับสู่แผ่นดินไทย

    จากช าวอารยัน เชื้อสายโยนก กับคนไทเมืองแถน สู่คนไทยวน

    จะเล่าเรื่องที่มาของชาว ไทยวน

    คนอินเดียบอกว่า คนโยนก เดินทางจากคันธาระไปจีน ตามเส้นทางทางสายไหม

    คนจีนบอก คนโยนก เกิดจากคนจีน เดินทางไปคันธาระ ตามเส้นทางทางสายไหม

    ข้อความใดถูกต้อง ?

    เรื่องนี้ยาวนานมาก ผู้เขียนเข้าใจว่าเกิดในสมัยราชวงศ์ชางหรือเก่ากว่านั้น เทียบกับยุคสมัยในอินเดียแล้ว คือยุคพระเวท

    (ต้องอาศัยภาพแผนที่ แต่ภาพแผนที่ที่ตัดต่อโดย capcut ไม่สามารถนำขึ้นเวปพลังจิตได้ )

    เมื่อสัก 5000 ปีก่อน เจ้าชายคนที่ 5 ของจักรพรรดิเหาน้อย เป็นคนอี๋ อาศัยอยู่ฝั่งตะวันออกของชนเผ่าอี๋เดิม เป็นคนคิดค้นธนูขึ้น และจักรพรรดิจีนให้แซ่เจ้าชายคนนี้ว่า แซ่จาง 張 (Zhāng - จาง) ต้วอักษรด้านหน้าของอักษรจางแปลว่า ธนู มีลักษณะ วงโค้งสองวง และเว้าที่ด้ามจับ เรียกธนูลักษณะนี้ว่า เกาฑัณฑ์

    เกาฑัณฑ์.jpg

    คนอี๋ฝั่งตะวันออก มีอาณาบริเวณที่อาศัยเมืองจางเย่ (ชื่อเมืองแปลว่าปกครองโดยคนสกุลจาง) และด้านซ้ายที่ ทาจิกิสถาน มีเมืองชื่อ เยว่จื่อ เป็นเมืองของคนอี๋ตะวันตกปกครอง คนอี๋เดินทางไปมาบนเส้นทางสายไหมมาตั้งแต่เมื่อ 5000 ปีก่อน

    upload_2026-4-11_15-32-51.png

    ด้านความเป็นอยู่ของคนอี๋ตะวันออก
    มีรูปหล่อสำริดทำให้เห็นสภาพการแต่งกายของชาวอี๋และพราหม์ที่นับถือพระเวทอยู่ร่วมกันกับคนเมืองแถน

    72646_0.jpg
    72647_0.jpg
    72648_0.jpg
    72650_0.jpg

    รูปสุดท้าย จะเห็นวิถีการแต่งกายของชาวอี๋ตะวันออก (เมื่อนำการแต่งกายของชาวอี๋ตะวันตกมาเทียบกัน) ก็จะทราบว่า พวกเขาคือคนโยนก

    ภายหลังพุทธกาล พระเจ้าอโศกมหาราชทรงแต่งงานกับเจ้าหญิงเขียนเมืองควาย น่าจะเป็นเมืองแถนหรือเมืองบริวาร ที่ใช้ควายในวิถีชีวิตเกษตรกรรม เรื่องของพระเจ้าอโศกกับเจ้าหญิงเขียน จะเป็นจุดกำเนิดของ ไท ที่เกิดเป็นลูกผสมอารยัน ไท โดย ไท/ไต ที่เมืองแถน อาจจะเป็นลูกผสมไทกับเผ่าอื่นได้อีก ด้วยวิถีวัฒนธรรมสังคมเกษตรกรรม จะให้ความสำคัญกับเพศแม่ ถือเพศแม่เป็นใหญ่ ชนเหล่านี้เรียกตนเองว่า "ไท" ทั้งสิ้น

    ที่นิยามว่าเป็นคน "ไท" ทั้งสิ้น นำนิยามมาจากพงศาวดารโยนก

    upload_2026-4-11_16-13-59.png

    ชาวโยนก เป็นหนึ่งในชาวอารยันหรือชาวอริยกะ โบราณเรียกแคว้นที่คนอารยันอยู่ว่าแคว้นคันธาระ และแคว้นกัมโพชะ (อยู่ใกล้กัน) แต่คนจึนเรียกแคว้นคันธาระ ว่า เยว่จื่อ ซึ่งคือที่เดียวกัน เป็นเมืองที่คนโยนกตะวันตกปกครอง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 72649_0.jpg
      72649_0.jpg
      ขนาดไฟล์:
      111.7 KB
      เปิดดู:
      21
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 เมษายน 2026
  8. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
     
  9. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    การแต่งกายของคนเย่จื่อ (yuezhi) ชาวอี๋ตะวันตก แต่งกายเสื้อโค๊ทสั้น รองเท้าบู๊ท เหมือนอี๋ตะวันออก ที่ศีรษะมีโพกผ้า
    Noin-Ula_nobleman_and_priest_over_fire_altar.jpg

    การแต่งกายนี้คล้ายการแต่งกายของรูปปั้นพระสุริยเทพที่พบที่ศรีเทพ

    joTi_qKBCahtX8Y9yP6AxOd3Gt4uFeLwPq8Mrv_KJfPieRLY6r13VM0Z5P0ubo&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk4-1.jpg

    พระสุริยะจากอินเดืยเหนือจะถือดอกบัวบาน หากเป็นพระสุริยะจากอินเดียใต้จะถือดอกบัวตูม

    พอเขียนอะไรก็จะได้รับฟีดข้อมูลมาเพิ่มเติม วันนี้มีคนโพสใน Facebook เป็นกระดูกชาวยวนะ หรือโยนก ที่ฝังไว้เมื่อ 5500 ปีก่อน ในทาจิกิสถาน (คันธาระ) หรือเย่จื่อ
    ขอบันทึกวันที่อ่านเจอโพสนิดนึง น่าจะเรียกการพบข้อมูลโดยบังเอิญว่า synchronicity ความบังเอิญอันเหลือเชื่อ 12 เมษายน 2569 เวลา 9.03 น

    UxLyaQ9kr2xEvd58sCzYLRKLeLBro7KV7ZKJY0ebpS4XbyyLx93szNx4F-e5b8&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk4-2.jpg

    upload_2026-4-12_9-5-49.png

    “Princess of Sarazm” หรือ “เจ้าหญิงแห่งซารัซม์” หมายถึงสตรีผู้มีฐานะสูงในสมัยโบราณที่มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 5,500 ปีก่อน ในชุมชนโบราณชื่อ ซารัซม์ (Sarazm) ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดน ทาจิกิสถาน ในปัจจุบัน เธอเสียชีวิตเมื่ออายุราว 36–37 ปี และถูกฝังไว้พร้อม “ของฝังศพ” ที่พิเศษมาก จึงชี้ว่าเธอน่าจะเป็นคนชั้นนำในสังคม

    ร่างของเธอถูกค้นพบในหลุมฝังศพที่ประดับอย่างวิจิตร และมีผ้าคลุมที่ปักด้วย “ลูกปัด” กว่า 10,000 เม็ด ทำจากวัสดุราคาแพง เช่น ลาพิสลาซูลี (lapis lazuli), ไข่มุกสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ (turquoise), หินปูน (limestone), และทองคำ อีกทั้งยังพบว่า ลูกปัดทองถูกถักไว้ในเส้นผม และเธอสวม กำไลเปลือกหอยขนาดใหญ่ ใกล้ร่างยังพบสิ่งของสำคัญ เช่น กระจกทองแดง, รูปสลักเทพสตรี, และ ซากแกะที่ถูกสังเวย ซึ่งทำให้หลายคนมองว่าอาจเกี่ยวข้องกับความเชิงพิธีกรรม

    มีหลายทฤษฎีที่คาดว่าเธออาจเป็น ผู้ปกครอง, นักบวชหญิง, หรืออาจเป็น ภรรยาของผู้นำ ในสมัยนั้น

    หลุมศพดังกล่าวมีอายุอยู่ในช่วง ยุคสำริดตอนต้น (Early Bronze Age) ประมาณ 3500–3000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงที่ซารัซม์รุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางสำคัญด้าน การถลุง/โลหะวิทยา และ การค้าข้ามภูมิภาค เชื่อมโยงเอเชียกลางกับพื้นที่ไกลออกไปถึงระดับ อนุทวีปอินเดีย และ เมโสโปเตเมีย

    ส่วน “ซารัซม์” เองก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) และเป็นหนึ่งในชุมชนแบบกึ่งเมือง (proto-urban) ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียกลาง ซึ่งสะท้อนพัฒนาการด้าน เกษตรกรรม ช่างฝีมือ และการค้า ในช่วงเริ่มต้นของสังคมยุคโบราณ

    คนโยนกตัวสูง

    Sarazm.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 เมษายน 2026
  10. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    สภาพเมืองสมัยอยู่นอกด่านจีน ตอนนั้นเริ่มมีแคว้นฉิน กับแคว้นอื่นๆ ที่กำลังแย่งกันเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินจีน ส่วนนอกด่านตะวันตกของจีน มีเมืองที่มีลักษณะคล้ายเมืองคนไทอยู่ ตามบันทึกจีน ดังนี้

    upload_2026-4-14_15-51-41.png

    เมืองเกียง เมืองตี เมืองปา เมืองจก เมืองม่าน เมืองโท้

    upload_2026-4-14_15-53-27.png

    การอ่านคำว่า ต้า (แปลว่าใหญ่) ว่า ไท เป็นการอ่านภาษาจีนแบบจีนดึกดำบรรพ์

    พระเจ้าศรีสิทธิชัยพรหมเทพ (จางเล่อจิงชิว) ยกลูกสาวคนที่สามให้พระเจ้าอวันตีวรมัน หรือพระเจ้าสีนุโล หรือพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ และรวมอาณาจักรกันแล้ว จึงเริ่มเรียกว่าอาณาจักรน่านเจ้า ฝั่งตะวันตกจรดแคว้นมคธ ฝั่งตะวันออกจรดจีนตอนใต้ ฝั่งเหนืออยู่แถวเสฉวน ไปจรดทางใต้รัฐตามพรลิงค์ (จะกล่าวถึงเรื่องนี้ภายหลัง)

    คนจีนเรียกพระเจ้าศรีสิทธิชัยพรหมเทพว่า ไบ่ม่าน (พวกพราหมณ์ขาว)

    ผู้ยิ่งใหญ่ที่เกิดก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้ คือพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงแก่กว่าจิ๋นซีฮ่องเต้ 48 พรรษา ช่วงที่พระองค์ยิ่งใหญ่ ทรงขยายอำนาจเลยเข้าไปในดินแดนจีน ทิเบต และจีนตอนใต้ เมื่อพระเจ้าอโศกสิ้นพระชนม์ พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ก็เป็นหนุ่มพอดี ขึ้นมามีอำนาจบริเวณจีนตะวันตกแทน

    สมัยเดียวกับแคว้นฉิน ไทมี เมืองปา กับ เมืองลุง อยู่เหนือมณฑลเสฉวนในปัจจุบัน ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นเมืองคนไท แต่เรียกตัวเองว่า อ้ายเหลา ตอนนั้น มี ฉ้อ ปา อ๋อง เป็นคู่ต่อสู้กับแคว้นฉิน เพื่อแย่งดินแดน แต่ ฉ้อปาอ๋องแพ้ อื่นใด

    พอเข้าสู่ยุค 3 ก๊ก จะมีเมืองโดดเด่นอีกเมืองที่อยู่ชายแดนตะวันตกของจีน คือเมืองจก หรือเขาโงลังกั๋ง นี้เป็นเมืองเกิดของขงเบ้ง และปู่เจ้าลาวจก

    9%258A%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2.png

    สมัยพระเจ้าเล่าเสี้ยน(ลูกของพระเจ้าเล่าปี่)ครองราชย์ที่จ๊กก๊ก นั้น ขงเบ้งเคยไล่ตามเบ้งเฮกเข้ามาถึงเขตของน่านเจ้า ในแผนที่จะอยู่ตรงด้านซ้ายล่าง ลงมาจากจ๊กก๊กจะเป็นอาณาเขตของน่านเจ้า

    ดูสภาพบ้านขงเบ้งจากหนังเรื่องสามก๊ก ตามคลิป
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 เมษายน 2026
  11. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    พระเจ้านาคยะวะนะ หรือพระเจ้านาคโยนก คนจีนเรียกเจ้านครหนองแส รุ่นที่ 12 นับจากพระเจ้าอโศกมหาราช ว่า หลงเยานา

    สมัยที่พระเจ้านาคโยนกปกครองหนองแส ตรงกับสมัยพระเจ้าเล่าเสี้ยน โดยมีขงเบ้งเป็นผู้สำเร็จราชการ ฝ่ายจีนบักทึกว่าพระเจ้านาคโยนก ปกครองเมืองเกียนหนิง


    3kingdom_map.gif

    upload_2026-4-16_20-29-22.png

    เมืองเกียนหนิง (Jianning - 建宁) เป็นเมืองหลวงที่พระเจ้านาคโยนก ปกครอง สมัยขงเบ้งมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ เบ้งเฮก ชาวเมืองเกียนหนิง เข้าไปรบกับขงเบ้ง ทั้งหมด 7 ครั้ง ขงเบ้งปล่อยทุกครั้ง เพราะเห็นว่าอยากให้เมืองเกียนหนิงเป็นกันชนคอยปกป้องหัวเมืองทางใต้

    การรบระหว่าง ขงเบ้ง (จูกัดเหลียง) แห่งจ๊กก๊ก และ เบ้งเฮ็ก ผู้นำม่านอ๋องแห่งแดนใต้ 7 ครั้ง 7 หน เป็นศึกสำคัญในสามก๊กเพื่อสร้างความมั่นคงทางตอนใต้ โดยขงเบ้งใช้วิธีจับและปล่อยเพื่อชนะใจเบ้งเฮ็กอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ชัยชนะทางทหาร
    สรุปการรบจับเบ้งเฮ็ก 7 ครั้ง เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.768 -778
    1. ครั้งที่ 1: ขงเบ้งซุ่มโจมตีจับเบ้งเฮ็กได้ง่ายๆ จากนั้นเลี้ยงดูอย่างดีแล้วปล่อยตัวไป
    2. ครั้งที่ 2: เบ้งเฮ็กกลับมาพร้อมทัพใหญ่ แต่ถูกขงเบ้งใช้กลอุบายจับตัวได้อีกครั้ง และปล่อยตัวไปอีกครั้ง
    3. ครั้งที่ 3: เบ้งเฮ็กหนีไปซ่อนตัว แต่ถูกคนของตัวเองทรยศจับตัวส่งให้ขงเบ้ง ขงเบ้งเลี้ยงรับรองแล้วปล่อยไปเช่นเดิม
    4. ครั้งที่ 4: เบ้งเฮ็กใช้ทัพเกราะหวายที่เป็นอันตราย แต่ขงเบ้งใช้ไฟเผากองทัพเกราะหวายและจับเบ้งเฮ็กได้
    5. ครั้งที่ 5: เบ้งเฮ็กหนีไปพึ่งเผ่าอื่น แต่ขงเบ้งวางแผนซ้อนแผนจับเบ้งเฮ็กได้อีกครั้ง
    6. ครั้งที่ 6: เบ้งเฮ็กใช้กลอุบายลวงขงเบ้ง แต่ขงเบ้งรู้ทันและจับเบ้งเฮ็กได้เป็นครั้งที่ 6
    7. ครั้งที่ 7: เบ้งเฮ็กยอมจำนนอย่างแท้จริงหลังจากถูกจับเป็นครั้งสุดท้ายในหุบเขาพิษ เบ้งเฮ็กกล่าวว่า "ท่านคือเดชานุภาพจากสวรรค์ พวกเราชาวใต้จะไม่ต่อต้านอีก"

    การศึกครั้งที่ 5 เบ้งเฮ็กไปขอให้บกล๊กไต้อ๋อง ช่วยเอากองทัพช้างไปบุกเสฉวน เป็นคนมีเวทย์มนต์บังคับสัตว์ป่าให้มาร่วมทัพรบกับกองทัพขงเบ้งได้

    [​IMG]

    บรรยายการแต่งกายของบกลกไต้อ๋องดังนี้

    ‘ไต้อ๋องทรงเครื่องกษัตริย์ ใส่เสื้อพื้นทองประดับพลอยเหน็บดาบใหญ่สองเล่ม ขี่คอช้างเผือกยืนอยู่ มีทหารถือธงใหญ่แห่หน้าช้างคนหนึ่ง มีทหารซึ่งเป็นควาญสำหรับขี่สัตว์ร้ายคู่หนึ่ง ส่วนทหารเกณฑ์รบนั้นมิได้ได้เสื้อเกราะ หน้าตาก็ผิดจริตคน (พงศาวดารจีนค่อนจะเหยียด) แล้วก็มิได้ตีกลองแลม้าฬ่อ ตีแต่ฆ้องเรียกคนเป็นสำคัญ’

    การที่บกลกไต้อ๋องใช้ช้างเผือกเป็นพระราชพาหนะนั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า บกลกไต้อ๋องย่อมขึ้นไปจากราชอาณาจักรทางใต้ที่มีโขลงช้างป่าอยู่ก็เห็นจะได้รับวิชาช้างคชศาสตร์จากขอมจากแขก

    จึงได้นิยมว่าช้างเผือกนั้นเป็นสัตว์ที่คู่ควรเป็นราชพาหนะ กองทัพขณะนั้นปรากฏมีธงชัยเฉลิมพล เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จยาตราทัพไปด้วยพระองค์เอง ก็มีทหารเชิญธงนั่งอยู่หน้าช้างพระที่นั่ง ธงนั้นมีความหมายเป็นมิ่งขวัญของกองทัพพ่อขุน

    ผิดกับธงสีต่างๆ ที่ใช้กันในกองทัพจีนสมัยเดียวกัน เพราะลงในทัพจีนนั้นใช้เป็นเครื่องประดับ และใช้เป็นจำนวนมากให้ดาษดา ส่วนประดาไพร่ราบทหารเลวก็ไม่ได้ใส่เสื้อเกราะ

    [​IMG]

    ส่วนการสงครามครั้งที่ 7 เบ้งเฮ็กขี่ควายออกไปรบ สมกับที่อยู่ใกล้เมืองแถน มีควายเยอะ
    250px-Meng_Huo%27s_red_ox.jpg


    เมื่อขงเบ้งไล่ล่าเบ้งเฮ็กเข้ามาในเขตแดนใต้ ตอนนั้นยังไม่ได้เรียกว่าน่านเจ้า อาจจะเรียกเมืองแถนหลวง จีนให้ชื่อภูมิภาคนี้ว่า หนานจง (หน่ำตง) มีพระเจ้านาคโยนกปกครองอยู่ ขงเบ้งจึงมาขออภัยที่ล้ำเขตแดนเข้ามา และระลึกถึงคนโยนกบรรพชนของพระเจ้านาคโยนก เคยใช้ แซ่จาง จึงขอให้พระเจ้านาคโยนก ใช้แซ่จางด้วยอีกตระกูลหนึ่ง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 เมษายน 2026
  12. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    สมัยนี้ นำเรื่อง ชายรักชาย หญิงรักหญิง มาแสดงออกกันเยอะมาก

    เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าเข้าถึงไม่ได้เลย ข้าพเจ้าจินตนาการความรักแบบนี้ไม่ออกและไม่รู้สึก

    หนังหรือการ์ตูนที่นำพระองคฺำดำให้กลายเป็น LGBTQ เป็นแนวคิดที่ล้ำหน้ามาก และข้าพเจ้าเข้าไม่ถึง ทั้งความรู้สึกร่วมและปฎิเสธที่จะยอมรับ

    เพราะฉากที่พระองค์ปลอมเป็นตำรวจหลวงเพื่อจะมาเจอพระนางก่อนจะเดินไปหอราชนคฤห์เพื่อสู่ขอ ฉากนี้พระองค์ตะลึงชะงักไปหลายอึดใจ โดยจะเดินเข้ามาจับมือพระนางว่า คนจริงๆหรือว่าเห็นภาพลวงตา แม้จะพูดให้ใครเชื่อตามไม่ได้ แต่ฉากทัศน์นี้ที่ข้าพเจ้ารับรู้ด้วยจิต พระองค์ท่านไม่ใช่ LGBTQ

    ทหารเป็นลักเพศไม่ได้เพราะการแอบเสพสมกันในกองทัพระหว่างยกทัพไปศึกมีความผิดใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเสพสมกับเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน

    พระองค์ท่านถือศีลและกรรมฐานเพื่อให้คาถาที่พระองค์จะใช้ระหว่างการศึก เข้มขลัง พระองค์ท่านไม่ย่อหย่อนต่อวินัยเพราะพระองค์ท่าจะแพ้ไม่ได้ ถ้าท่านแพ้ คนไทยจะแพ้ทั้งแผ่นดิน สิ้นชาติ โดนพม่ากลืนชาติ กลืนวัฒนธรรม

    ข้าพเจ้าคงห้ามความคิดคนไม่ได้ ห้ามจินตนาการของคนทั่วไปไม่ได้ แต่อยากฝากว่า อย่าดัดแปลงพระบุคคลิกเสียจนคนไทยขาดความนับถือท่าน เพราะพระองค์ท่านโดยเนื้อแท้แล้วทรงเป๋นหลักชัยของบ้านเมืองจริงๆ และทรงมีพระอุปนิสัยเข้มแข็ง เหมือนเทวดามาเกิด เก่งมากเหมือนฟ้าประทาน ท่านอยู่บนตำแหน่งสูงที่ให้คนทั่วไปเคารพบูชาได้จริงๆ
     
  13. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    พระนางสร้อยดอกหมาก มเหสีของพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์มาจากกรุง คันธาเรศวร์ (หรือยูนนาน ) จากบันทึกคำให้การชาวกรุงเก่า บทที่ 3 เรื่องพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    เกร็ดเล็กน้อย ที่พระนเรศเดินทัพไปปราบพระเจ้าตองอู ช้า ถึง 3 เดือน ในทัศนะของข้าพเจ้า

    ปีนั้น 2127 ทรงนัดหมายรับปืนไฟ ปืนนกสับ ล็อตใหญ่ ที่จะมาพร้อมท่านจางจวีเจิ้ง (นายก่าย มาจากคำว่า ไนไก(สำเนียงญี่ปุ่น) เน่ยเก๋อ (สำเนียงจีนกลาง) แปลว่า ราชเลขาธิการ) ในหน้าร้อน ประมาณ กุมภาพันธ์ มีนาคม (ขอคิดแบบสากลเพราะนับจันทรคติไม่เก่ง)

    แต่สาร์นจากพระเจ้านันทบุเรงมาแทรกพอดี โดยให้ยกทัพไปปราบตองอูเดือน มีนาคม

    พระนเรศต้องการความมั่นใจว่าปืนนกสับนับหมื่นกระบอกจะมาถึงมือแน่ ก่อนตัดสินใจประกาศอิสรภาพ ข่าวเรือสำเภานายก่ายถึงกรุงศรีแล้ว จึงทรงลงมาจากพิษณุโลก เพื่อมาดูปืนว่ามาจริงๆและใช้งานได้ พร้อมกับมารับลูกสาวนายก่ายเป็นพระอัครชายา

    ตอนที่พระนางหนีไปบางปะอิน แล้วพระนเรศตามไปตอนดึก หลังจากนั้น ฟ้าคะนอง ฟ้าผ่า เปรี้ยงๆๆ และฝนตกหนัก แสดงว่าเริ่มเข้าหน้าฝน อาจจะปลายเมษาหรือต้น พฤษภา จึงทรงเสด็จไปศึกอังวะ โดยเริ่มเดินทางออกจากบางปะอินไป ถึงเมืองแคลง ราวๆปลาย พฤษภาคม เข้า มิถุนายน เป็นเหตุที่ว่า ทำไมพระองค์เดินทัพช้า เพราะทรงตั้งใจประกาศอิสรภ่พมาระยะหนึ่งแล้ว รอเพียงให้ได้อาวุธทันสมัย เช่นปืนนกสับ มาใช้ ทรงคะเนว่าเมื่อมีปืน มีปืนใหญ่ เพียงพอ ก็จะมีโอกาศชนะพม่าได้ ทรงตัดสินพระทัยประกาศอิสรภาพ ในขณะที่ทรงเป็นองค็รัชทายาท ทุกอย่างที่กล่าวนี้อยู่ภายใต้พระบรมราชานุญาตของสมเด็จพระมหาธรรมราชา

    ท่านจาง(นายก่าย) เชื้อสายเจ้านครคันธาราฐ (คันธาเรศวร หรือ หนองแส)

    ปล. มีตัวเลขความสูงของจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่สูง 198 ซม. ยืนยันว่า พระนเรศทรงมีส่วนสูงเท่าๆกันนี้ บวกลบ 3 ซม ในคลิป เหมือนมายืนยันความรับรู้ของข้าพเจ้าที่เคยบอกว่า พระนเรศสูง 2 เมตร +/- ไม่เกิน 5 ซม พระเอกา สูงเกือบ 185 ซม +/- 3 ซม เตี้ยกว่าพระนเรศเป็นคืบและพระเอกาตัวหนากว่า ข้าพเจ้าว่ารูปร่างต่างกันมากเกินไป น่าจะเกิดจากคนละแม่

    ปล. 2 ดอกโบตั๋นสมัยราชวงศ์หมิง ยุคที่พระนางทรงประสูติ ที่จวนท่านจางปลูกโบตั๋นส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วจวน

    ข่าวเก่า
    ‘โบตั๋น’ สายพันธ์โบราณ 400 ปี บานสะพรั่งในไท่หยวน
    ที่เมืองไท่หยวน, 26 เม.ย. 2025 (ซินหัว) — ดอกโบตั๋นหายากจำนวน 7 ดอก จากต้นโบตั๋นสายพันธุ์โบราณที่มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง (ปี 1368-1644) หรือมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 400 ปี กำลังชูช่อผลิบานอวดกลีบสีชมพูสด ในวัดแห่งหนึ่งในเมืองไท่หยวน มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน

    ในวัฒนธรรมของชาวจีน ดอกโบตั๋นถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองและสิริมงคล โดยดอกโบตั๋นอายุเก่าแก่เหล่านี้หาดูได้ยาก จึงดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้มาเยี่ยมชม
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 เมษายน 2026
  15. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    ดอกโบตั๋นสมัยราชวงศ์หมิง ยุคที่พระนางทรงประสูติ ที่จวนท่านจางปลูกโบตั๋นส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วจวน

    ในวัฒนธรรมของชาวจีน ดอกโบตั๋นถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองและสิริมงคล โดยดอกโบตั๋นอายุเก่าแก่เหล่านี้หาดูได้ยาก จึงดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้มาเยี่ยมชม
    [​IMG]

    เทียบกับ ดอกกุหลาบมอญ
    [​IMG]


    มีความคล้ายกัน เนื่องจากโบตั๋นไม่โตในอากาศร้อนอย่างเมืองไทย ในตำหนักจันทร์ จึงต้องปลูกกุหลาบมอญทดแทน
     
  16. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    เมื่อ 13 ปี ก่อน คนทักหลังไมค์มาถาม อิชั้นก็ไม่กล้าตอบ จนเมื่อพบเหรียญกรุวัดบ่อทองคำซึ่งอิชั้นทราบว่าพระนางมณีจันทร์ทรงคลอดลูกสาวคนแรกหลังพระนเรศประกาศอิสรภาพที่เมืองแคลงในปี พ.ศ. 2127 ราวๆเดือน พฤษภา ถึง มิถุนา 2127 ดังนั้น พระธิดาควรประสูติราวๆ มกรา ถึงกุมภา ปี 2128 (คิดแบบปีสากล) พอเจอเหรัยญที่ผลิตปี พ.ศ.2128 ที่กรุวัดบ่อทองคำ อิชั้นจึงรู้สึกมั่นใจในสิ่งที่รู้ และเริ่มกล้าตอบคำถาม หากจะหลังไมค์มาถามบางสิ่งบางอย่าง สามารถทักมาได้ อิชั้นน่าจะเป็นนางข้าหลวงในพระนางค่ะ จะตอบให้เท่าที่สามารถค่ะ

    ไหนๆ ก็เขียนตามสัมผัสมาไกลถึงเพียงนี้ ก็ขอถือโอกาศบันทึกภาพที่เห็นแวบหนึ่งเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 พระนางฉลองพระองค์แบบในคลิป สีแดงแบบนี้เลย พระนางมีฉวีที่ขาวอมชมพูมาก ทำผมมวยด้านหลัง สำหรับเครื่องประดับศีรษะใช้สไตล์ล้านนา เป็นปิ่นปักผมก้านยาว ห้อยตุ้งติ้ง 3 ถึง 4 อัน ปักจากด้านซ้าย ของพระองค์ ปักเรียงกันเกือบจะเหมือนเป็นรัศมีแสง และแอบสงสัยว่าอาจจะเป็นสมเด็จพระนเรศพระราชทานมา โดยปักผมให้พระนางเอง (ข้าพเจ้าคาดคะเนจากการเล็งปืนแล้วทรงเหนี่ยวไกด้วยพระหัติ์ซ้ายจากภาพทรงช้างยิงปืนกรุวัดบ่อทองคำ และตอนอุ้มพระนางขึ้นเรือพระที่นั่งตอนทรงพระครรภ์ 3-4 เดือนแล้วทรงปฎิเสธจะเข้าไปวังจันทรเกษม จึงทรงโดนอุ้มไป พระนเรศอุ้มพระนางโดยพระเศียรของพระนางอยู่ทางพระหัตถ์ซ้ายของพระนเรศ จึงคาดคะเนว่าน่าจะทรงถนัดซ้าย)

    ถ้าพระนางหรือนางกำนัลปักปิ่นให้ ส่วนใหญ่จะทิ้งปลายมาทางด้านขวามือของพระนาง ที่เห็นวันสงกรานต์ ปลายปิ่นที่มีตุ้งติ้ง ล้วนอยู่ด้านซ้ายมือของพระนาง คะเนพระชนมายุของพระนาง.ราวๆ 21 -22 พรรษา กำลังเสด็จเข้าห้องส่วนพระองค์เพื่อเปลี่ยนฉลองพระองค์เตรียมเสด็จออกงานอีกงานหนึ่ง เวลาที่เห็นในภาพช่วงเช้าประมาณ 10 โมง คงจะมีกำหนดการที่จะต้องเสด็จอีกในช่วงเที่ยงของวันนั้น

    ทรงใส่สีแดง ตามคลิปวีดีโอที่ยืมสีมาโชว์

    การแต่งกายของพระนางในวัยกลางคน
    ในวัย 50 กว่าที่พระนางเสด็จไปเป็นประธานเททองหล่อพระประธานวัดปราสาท จ.นนทบุรี ตอนนั้นพระเจ้าปราสาททองทรงเป็นเจ้าพระยากลาโหมศรีสุริยวงศ์ พระนางมณีจันทร์ พระมารดาของพระองค์ยังทรงบรรดาศักดิ์ชั้นอัครมเหสีของกษัตริย์รัชกาลก่อนหน้า ดูจากจิตรกรรมฝาพนัง วัดปราสาท นนทบุรี


    วัยกลางคนทรงใส่แบบ สองรูปข้างล่าง เต็มยศ

    image_c5c32471 (1).png

    FB_IMG_1777522437770.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 เมษายน 2026 at 13:45
  17. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    ถูกใจความเห็นของคลิปนี้ พระนางทรงเป็น safe zone เป็นบ้าน เป็นความสบายใจ ของสมเด็จพระนเรศวร ... กราบพระนางยอดดวงใจของมหาราช

    พระนางประสานการค้าทั้งตะวันออกและตะวันตก เนื่องจากเป็นช่วงฟื้นฟูอยุธยา พระนางต้องทรงปูพื้นการค้าสมัยใหม่ด้วยพระองค์เอง.. ค่อนข้างจะทรงรู้กว้างขวางในเรื่องแหล่งผลิตสินค้า คุณภาพสินค้า ราคาที่ควรจัดซื้อ ราคาที่ควรขาย แถมมีหลงจู้ในการจ้างของพระนางที่ประจำตามท่าเรือใหญ่ ให้บริการแลกเป็นเงินกษาปให้คู่ค้าและจัดหาสินค้าในท้องถิ่นนั้นส่งมากรุงศรี พระนางเตรียมเงินสดไว้ตามท่าเรือใหญ่ๆ (โมเดลการค้านำแบบมาจากท่านจางจวีเจิ้ง พระบิดาของพระนางเอง)

    เครดิต ผู้ทำคลิป https://vt.tiktok.com/ZS9SNUTFB/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 เมษายน 2026
  18. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    เกาฑัณฑ์ คิดค้นแลพผลิตโดยจักรวรรดิเปอร์เซีย (อารยัน) โดยเจ้าชายคนที่ 5 ของพระเจ้าหาวน้อย (เวหา) มีเชื้อสาย ยะวะนะ (โยนก) ภายหลังเดินทางไปตั้งรกรากใหม่ที่ฝั่งตะวันตกของแอ่งเสฉวน เป็นเผ่าโยนกตะวันออก หรือ อี๋ตะวันออก และจักรพรรดิจีนทรงให้แซ่ จาง เพื่อกลืนเผ่าโยนกให้กลมกลืนไปกับวัฒนธรรมจีน

    เกาฑัณฑ์ ทำให้เห็นร่องรอยบรรพบุรุษชาวอารยันของพระมหากษัตริย์ไทย และพระเจ้าหาวน้อย น่าจะหมายถึงพระเจ้ายะยาติ ที่มีลูกชาย 5 คน 1 ใน 5 คนนั้นคือต้นวงศ์โยนก ซึ่งทำให้พระนารายณ์สร้างตึกพระเจ้าหาวในวังลพบุรี เพื่อบูชาบรรพบุรุษ

    ร่องรอยถิ่นที่มาของชาวโยนก ยังปรากฎอยู่ในประวัติการสร้างเกาฑัณฑ์มีร่องรอยว่าคนโยนกคืออารยันกลุ่มหนึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้ายะยาติ
    ซึ่งพระเจ้ายะยาติ น่าจะหมายถึงพระเจ้าหาวน้อย เรื่องนี้ เชื่อมต่อมายังกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงสร้างตึกพระเจ้าหาว เพื่อบูชาบรรพบุรุษชาวอารยันโบราณของพระมหากษัตริย์ไทย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  19. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    AI สร้างภาพของพระนางจากรูปวาดบนพนังโบสถ์วัดปราสาท ออกมา ตกใจ เหมือนที่เห็นในนิมิตร 2 วินาทีเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ตกใจเลย ท่านหน้าหวานแบบนี้แหละค่ะ พระอุปนิสัย ร่าเริง ขี้เล่น มีเมตตา

    FB_IMG_1763301596376.jpg

    image_c5c32471 (1).png
     
  20. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    (บทความ) คันธารราฐอยู่ที่หยุนหนาน
    23 ธันวาคม 2561


    เรื่องนี้จะเขียนนานแล้วไม่มีโอกาสสักที คือผมสงสัยว่าแนวคิดเรื่องพระคันธารราฐในไทย อาจไม่เกี่ยวกับอาณาจักรและศิลปะคันธาระที่เอเชียกลางเลย
    เรื่อง...กรกิจ ดิษฐาน

    เรื่องนี้จะเขียนนานแล้วไม่มีโอกาสสักที คือผมสงสัยว่าแนวคิดเรื่องพระคันธารราฐในไทย อาจไม่เกี่ยวกับอาณาจักรและศิลปะคันธาระที่เอเชียกลางเลย เพราะตามรูปแบบของพระพุทธคันธารราฐ มักสร้างพระพุทธรูปที่มีริ้วจีวรแบบจีน ทรวดทรงและหน้าตาล้วนแต่ออกจีน ไปดูพระคันธารราฐยุคไหนวัดไหนออกจีนหมด

    ตัวอย่าง เช่น พระคันธารราฐที่วัดเบญจมบพิตร ตามภาพ ทำขยายจากแบบที่วัดใหญ่ เมืองเพชร น่าจะสมัยอยุธยา หน้าตาเป็นไทย มุทราอย่างจีน ห่มจีวรอย่างจีน รัดประคดก็เงื่อนจีน ไม่ได้เป็นฝรั่งอย่างที่เอเชียกลางเลย

    ทำให้น่าสงสัยว่า “คันธารราฐ” น่าจะหมายถึงหยุนหนาน

    ในภาษาจีน มณฑลหยุนหนาน/ต้าหลี่ มีอีกชื่อหนึ่งว่า เมี่ยวเซียงกั๋ว (妙香國) แปลว่า ประเทศหอมอัศจรรย์ บางครั้งเรียกว่า เมี่ยวเซียงต้ากั๋ว (妙香大國) ตรงกับชื่อ คันธาระ ที่แปลว่าหอมหวน ส่วนเมืองคุนหมิงมีชื่อว่า ทัวตง (陀東) หมายถึง (กาน) ทัว (หลัว) ตะวันออก หรือคันธาระตะวันออก

    คาดว่าหยุนหนานรับขนบแบบสุวรรณภูมิ คือ ตั้งชื่อเลียนแบบแว่นแคว้นในอินเดีย ปรากฏว่าชื่อ คันธาระ หรือมหาคันธาระ ในหยุนหนานใช้เรียกกันในสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง เป็นยุคที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง หนังสือจีนบางเล่มให้เหตุผลว่า ที่เรียกหยุนหนานว่า คันธาระ เพราะผู้คนศรัทธาพระพุทธศาสนา

    อนึ่ง คันธาระที่อัฟกานิสถานนับถือพระพุทธศาสนาหีนยาน ภาษาสันสกฤต คือสรวาสติวาท แต่ที่หยุนหนานนับถือตันตระจากเบงกอล คติไทยที่ถือว่าพระคันธารราฐมีฤทธิ์เรียกฝน ไม่แน่ว่าจะเกี่ยวกับขนบตันตระจากคันธาระเมืองจีน

    พุทธตันตระหรือวัชรยานในหยุนหนาน ผสมผสานวัชรยานแบบต้าถัง-ทิเบต-เบงกอล เรียกว่าพระพุทธศาสนาแบบอาจารี (阿吒力) แปลว่า นิกายของอาจารย์ผู้สอนพุทธตันตระ

    มณฑลหยุนหนาน ในสมัยน่านจ้าวและต้าหลี่รุ่งเรืองด้วยพุทธตันตระ แต่หลักฐานหลงเหลืออยู่ในรูปตำรับตำราน้อยมาก จนกระทั่งถึงปี 1956 จึงมีการค้นพบลังใส่คัมภีร์พุทธตันตระแบบน่านจ้าวถึง 3,000 ม้วน ที่วัดฝ่าจั้งแห่งต้าหลี่ ถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญยิ่ง เพราะเอกสารด้านพระพุทธศาสนาของน่านจ้าว-ต้าหลี่ หายากมากและเกือบถูกทำลายหลายครั้งด้วยไฟสงครามและการรุกราน ทั้งการรุกรานของทัพฮั่นและทัพมุสลิม วัดฝ่าจั้งแห่งต้าหลี่ จึงได้รับฉายาว่า “ตุนหวงแห่งภาคใต้”

    คัมภีร์เหล่านี้เขียนด้วยอักษรจีน บางคัมภีร์ปรากฏอยู่แต่ในน่านจ้าวเท่านั้น ปัจจุบันคัมภีร์เหล่านี้เก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุหยุนหนานบ้างและที่ปักกิ่งบ้าง

    วัดฝ่าจั้งแห่งต้าหลี่นั้น สร้างขึ้นในรัชสมัยหงอู่ปีที่ 25 หรือ ค.ศ. 1392 แห่งราชวงศ์หมิง สืบทอดพระพุทธศาสนาแบบตันตระสายน่านจ้าว ซึ่งเฟื่องฟูในมณฑลหยุนหนาน ผู้สืบทอดคนสำคัญ คือ ท่านต่งเสียน มีสถานะเป็นพระธรรมาจารย์อาจารี (阿吒力大法师) เป็นรุ่นที่ 40 แห่งนิกายอาจารีน่านจ้าว ท่านได้รับการเคารพยกย่องจากฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงหลายท่าน ได้รับอาราธนาไปยังปักกิ่ง เพื่อประกอบพิธีพุทธตันตระถึง 3 ครั้ง ได้รับการยกย่องให้เป็นพระราชครู (国师) ด้วยความที่วัดนี้เป็นศูนย์กลางนิกายอาจารี จึงมีคลังพระสูตรคัมภีร์มากมาย

    ผมคาดว่าตันตระในล้านนาและพม่าก็น่าจะได้มาจากน่านจ้าวไม่มากก็น้อย พระพุทธศาสนาในล้านนานั้นยังมีขนบตันตระที่แตกต่างจากตันตระภาคกลางพอสมควร และไม่แน่ว่าลัทธิพระคันธารราฐจะได้รับจากหยุนหนาน มาถึงล้านนา ส่งมาถึงภาคกลาง และอาจเกี่ยวโยงถึงพม่าด้วย

    ได้ยินมาว่า พม่าเรียกหยุนหนานว่า คันธารราฐ ประตูวังหลวงที่มัณฑะเลย์ประตูหนึ่งมีชื่อว่าประตูคันธารราฐ หันออกไปยังเส้นทางมุ่งไปยังหยุนหนาน แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบ

    มณฑลหยุนหนาน มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก มีชนชาติถึง 26 กลุ่ม จากทั้งหมด 56 กลุ่มทั้งประเทศจีน ผมเชื่อว่าหยุนหนานเป็นดินแดนเดียวในจีนที่มีพระพุทธศาสนา 3 ฝ่ายอยู่ครบถ้วน และสืบทอดมาเป็นพันปีไม่ขาดสาย โดยชนเผ่าไท/ไตและว้านับถือเถรวาท ชาวฮั่นนับถือมหายาน และชาวไป๋และทิเบตนับถือตันตระยาน ชาวไป๋นี่เองที่เชื่อกันว่าเป็นอนุชนของชาวอาณาจักรน่านจ้าว-ต้าหลี่

    ในตำนานพระเจ้าเลียบโลก เรียกหยุนหนานว่า เมืองวิเทหะ ตำนานเล่าว่า เมื่อเสด็จไปยังเมืองอุตรปัญจนคร (แสนหวี) อันเป็นเมืองที่พระองค์ได้เคยเสวยพระชาติเป็นมโหสถบัณฑิตแล้ว ได้เสด็จยังเมืองวิเทหะ (หนองแส) ครั้งนั้นพระยาวิเทหะยินดีเป็นยิ่งนัก แต่ไม่ทันได้คิด จึง “กระทำการอันประมาท” คือนำอาหารและคิลานปัจจัยใส่ถาดทองคำวางบนหลังช้างเพื่อนำไปถวายพระพุทธองค์ เรื่องนี้ดูเผินๆ เหมือนพระวิเทหะจะยกย่องพระพุทธเจ้า แต่จริงๆ แล้วน่าจะมีนัยอื่นๆ จึงทำให้การกุศลมีผลเป็นอย่างอื่น และทำให้พระพุทธองค์ทรงทำนายว่าเมืองนี้ต่อไปจะไม่มีช้างอีก

    อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่าที่เมืองวิเทหะนี้พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองมาก และจะเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวป้าง หรือฟันเขี้ยวที่อยู่ถัดจากฟันกรามออกมา ตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่าด้วยพระเขี้ยวป้างที่วิเทหะ ดูเหมือนจะสอดคล้องกับตำนานท้องถิ่นของหยุนหนาน ที่เล่าว่า ในยุคอาณาจักรน่านจ้าว น่านจ้าวได้กรีฑาทัพไปรุกรานพุกาม และได้เชิญพระเขี้ยวป้างจากพุกามมายังหยุนหนาน พระเขี้ยวป้างองค์นี้กล่าวกันว่ามาจากลังกาเป็นปฐม

    [​IMG]

    https://www.posttoday.com/lifestyle/574796

    ประตูคันธาราฐ (Gandharat Gate) เป็นหนึ่งใน 12 ประตูของวังหลวงมัณฑะเลย์ โดยชื่อ "คันธารราฐ" (ဂန္ဓာရာဋ် ในภาษาพม่า) น่าจะมีที่มาจากชื่อ "คันธาระ" (Gandhara) ซึ่งเป็นดินแดนโบราณที่เคยรุ่งเรืองในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 พฤษภาคม 2026 at 00:31

แชร์หน้านี้

Loading...