เกร็ดประวัติศาสตร์ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย ทางสายธาตุ, 3 ตุลาคม 2010.

  1. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    หนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง (หมิง ฉือ) บันทึกเหตุการณ์เดียวกันนี้ว่า

    ในปี ค.ศ. 1592 ญี่ปุ่นรุกรานเกาหลี ไทยเสนอที่จะส่งกองทัพลอบเข้าโจมตีญี่ปุ่นทางด้านหลัง

    ในระยะแรก ฉือ สิง (Shih Hsing) เสนาบดีกลาโหมสนับสนุนข้อเสนอนี้อย่างกระตือรือร้นมาก แต่เสียว-เอี้ยน คัดค้านข้อเสนอนี้ด้วยเหตุว่า เขาเคลือบแคลงต่อจุดมุ่งหมายของไทยและมีความสงสัยในข้อเสนอของแผนการนี้อยู่มาก ในท้ายที่สุด หลังจากมีการประชุมปรึกษาหารือกันแล้วก็ลงมติไม่รับข้อเสนอของไทย

    กระนั้นก็ดี ข้อเสนอของสมเด็จพระนเรศวรก็ไม่ควรถูกพิจารณาว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ หรือไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้จริง

    มีหลักฐานอีกมากมายที่เชื่อได้ว่า สมเด็จพระนเรศวรพระมหากษัตริย์ผู้มีชื่อเสียงขจรขจายในด้านความกล้าหาญ และ การตัดสินพระทัยเฉียบขาด ทรงมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือจักรพรรดิจีนอย่างแท้จริง และทรงมั่นพระทัยในประสิทธิภาพของกองทัพเรือของพระองค์

    ความปรารถนาอย่างจริงใจของพระองค์แสดงออกมาอย่างแจ้งชัดจากความขุ่นเคืองของคณะทูตไทยเมื่อข้อเสนอนั้นได้รับการปฎิเสธ สมเด็จพระนเรศวรทรงเสียพระทัยเช่นเดียวกัน และหลังจากที่จีนไม่ยอมรับข้อเสนอแล้ว พระองค์ก็มิได้ทรงส่งคณะทูตไทยไปจีนอีกเลย จนกระทั่งปี ค.ศ. 1604

    สำหรับเรื่องประสิทธิภาพของกองทัพเรือไทยนั้น เราจะต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นกันว่า กองทัพเรือญี่ปุ่นก็ใช่ว่าจะเข้มแข็งกว่ากองทัพเรือไทย ที่จริงจุดอ่อนที่สำคัญของญี่ปุ่นในการโจมตีเกาหลีอยู่ที่ว่า กองทัพเรือประสบความยากลำบากจนกระทั่งทำให้การเสริมกำลังทางทหารของญี่ปุ่นในเกาหลีเป็นไปอย่างล่าช้า และไร้ผล

    สมเด็จพระนเรศวรทรงมีทหารรับจ้างชาวญี่ปุ่นหลายร้อยคนในกองทัพของพระองค์ ฉะนั้นพระองค์จึงทรงทราบถึงความอ่อนแอด้านนี้ของญี่ปุ่นเป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้น เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรดีขึ้นในสมัยต่อมา และโชกุนขอปืนใหญ่จากไทย ก็แสดงให้เห็นว่า กองทัพเรือของทั้งสองประเทศอย่างน้อยก็อยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน ถ้าหากสมเด็จพระนเรศวรทรงนำกองทัพเรือของพระองค์โจมตีกองทัพเรือญี่ปุ่น การกระทำของพระองค์อาจทำให้การโจมตีเกาหลีของ ฮิเดะโยชิ ต้องประสบกับความยุ่งยากมากขึ้นก็ได้<!-- google_ad_section_end -->

    คัดมาจากหนังสือความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับไทย<!-- google_ad_section_end -->
     
  2. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    สำหรับเรื่องเงื่อนไขต่างๆที่มีอิทธพลต่อพระราชวินิจฉัยของสมเด็จพระนเรศวรดังกล่าวนั้น เหตุผลของ โอ ดับเบิ้ลยู วอลเตอร์ส ดูจะน่าเชื่อมากที่สุด

    เขาอธิบายว่า ฮิเดะโยชิมีความทะเยอทะยานที่จะพิชิตประเทศต่างๆในเอเซียทั้งหมด ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทรงตระหนักถึงภัยรุกรานจากญี่ปุ่นในอนาคตอันใกล้ ข่าวแผนการของ ฮิเดะโยชิที่จะบุกเกาหลีแพร่มาสู่อยุธยาซึ่งอยู่ในเส้นทางการค้า เสริมความเชื่อของพระองค์ว่าอาจได้รับภัยจากการรุกรานของญี่ปุ่นมากขึ้น

    โอ ดับเบิ้ลยู วอลเตอร์ส อธิบายต่อไปว่า สัมพันธภาพอันดีระหว่างไทยกับจีนในทางการเมือง และในทางเศรษฐกิจนับศตวรรษๆนั้น ก็มีส่วนสนับสนุนให้สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระราชดำริที่จะช่วยเหลือจีน<!-- google_ad_section_end -->


    [​IMG]

    รูปปั้นของ ฮิเดโยชิ ในเมืองนาโงย่า ประเทศญี่ปุ่น
     
  3. สิงหนวัติ

    สิงหนวัติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มกราคม 2009
    โพสต์:
    788
    ค่าพลัง:
    +2,107
    ไทย และไทใหญ่ วันหนึ่งจักกลับมารวมกัน หากแต่มีอิสระแก่กัน
     
  4. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    เปิดโฉมธนบัตร 50 บาทแบบใหม่ รู้จักความหมายที่มากกว่าราคาบนแบงค์

    [COLOR=##005800]พร้อมสังเกต 4 จุด ตรวจแบงค์ 50 ปลอม[/COLOR]


    [​IMG]
    ธนบัตรราคา 50 บาทรูปแบบใหม่

    หลังจากที่พอจะทราบข่าวมาได้ระยะหนึ่งว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมจัดพิมพ์ธนบัตรชนิดราคา 50 บาท รูปแบบใหม่ขึ้นมาทดแทนของเก่าที่อาจได้รับความนิยมน้อยกว่า ธนบัตรชนิดราคา 20 บาท และ 100 บาท ขณะนี้ได้ฤกษ์ที่ ธปท.เปิดโฉมธนบัตร 50 บาท รูปแบบใหม่ออกมาในที่สุด ซึ่งได้ปรับปรุงรูปแบบให้ดูทันสมัย เหมาะสมกับการใช้งาน และธนบัตรโฉมใหม่นี้จะมีความทนทานทำให้มีอายุการใช้งานนานขึ้นด้วย

    [​IMG]
    ด้านหน้า-หลังธนบัตร

    อีกเหตุผลหนึ่งนอกจากเรื่องความนิยมการใช้แบงค์50บาทที่มีน้อยแล้วจุดสำคัญคือ เมื่อธนบัตรรูปแบบเก่าใช้มานานระยะหนึ่ง การเสี่ยงต่อการถูกปลอมแปลงก็มีตามกันเป็นเงาคู่ขนาน การเปลี่ยนรูปแบบใหม่จึงมีเหตุผลเรื่อง "ความปลอดภัย" เข้ามาประกอบด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงธนบัตรในทุกราคาที่มีใช้ในตลาดเวลานี้ โดยทั้งหมด ธปท.ได้ใช้วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีต่อต้านการปลอมแปลงบัตรเพิ่มให้มากขึ้นด้วยในการปรับปรุงหนนี้

    ฉะนั้นโฉมแรกของธนบัตรปรับปรุงใหม่ที่เปิดตัวออกมาให้ได้ยลกันก่อนคือแบงค์50บาท ที่มีกำหนดนำออกใช้ก่อนชนิดอื่น ในวันที่ 18 มกราคมนี้

    "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายให้ฟังว่า ธปท. ได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงรูปแบบของธนบัตรใหม่ ให้สอดคล้องกับการออกแบบเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยต่างๆ พร้อมนำ เทคโนโลยีต่อต้านการปลอมแปลงแบบใหม่มาใช้ เพื่อให้มีความสะดวกในการใช้งาน และสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้นทั้งผ่านทางเครื่องนับคัดธนบัตร และตรวจสอบได้เองโดยประชาชนทั่วไป รวมทั้งผู้พิการทางสายตา

    ผู้ว่าการธปท. กล่าวด้วยว่า จะได้นำธนบัตรใบละ 50 บาท รูปแบบใหม่มาใช้ก่อน จากนั้นจึงจะทยอยนำออกใช้อีก 4 ชนิดราคา ได้แก่ 20 บาท 100 บาท 500 บาท และ 1000 บาท ซึ่งยังคงมีขนาดและสีเช่นเดียวกับธนบัตรแบบที่ใช้ในปัจจุบัน

    [​IMG]
    ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

    ที่น่าสนใจคือการปรับเปลี่ยนธนบัตรรูปแบบใหม่ ที่เพิ่มดีกรีการปลอมแบงค์ได้ยากขึ้นนั้น ทำให้มิจฉาชีพลงมือกันได้ยากขนาดไหน "ประชาชาติธุรกิจ" ขอพาไปดูจุดสำคัญ 4 จุด ที่สามารถตรวจสอบและสังเกตแบงค์ 50 บาทแบบใหม่กันว่าปลอมได้ยากแค่ไหน


    1. ลายน้ำ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันและลายน้ำตัวเลขไทย“๕๐” ที่มีความโปร่งแสงเป็นพิเศษ มองเห็นได้ชัดเจนเมื่อส่องดูกับแสงสว่าง

    2. แถบสีน้ำเงินที่ปรากฏด้านหลังธนบัตร เป็นแถบพลาสติกเคลือบสีน้ำเงินที่ฝังไว้ในเนื้อกระดาษธนบัตรตามแนวยืน โดยเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีแดงเมื่อเปลี่ยนมุมมอง

    3. ภาพซ้อนทับ ตัวเลข 50 พิมพ์แยกไว้บนด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อยกธนบัตรส่องดูกับแสงสว่างจะเห็นเป็นตัวเลข 50 ที่สมบูรณ์

    4. ลายพิมพ์นูน นอกจากที่ตัวอักษรและตัวเลขแจ้งราคาแล้ว ยังมีสัญลักษณ์สำหรับผู้พิการทางสายตาเป็นรูปดอกไม้สีน้ำเงินเข้มในแนวเฉียง 2 ดอก มาจากตัวเลข “5” ในอักษรเบรล์ล

    ทั้งนี้ ธนบัตรแบบที่ใช้ในปัจจุบันรวมทั้งแบบที่ใช้ก่อนหน้านี้ ยังคงชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

    รู้จัก 4 จุด ที่ทำให้การปลอมแปลงแบงค์ 50 บาท ทำได้ยากมากขึ้นแล้ว ลองมาดูรายละเอียดที่มาที่ไปของภาพประกอบบนแบงค์ 50 บาท กันบ้าง ว่าการออกแบบธนบัตรฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์เพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยสมัยต่างๆนั้น

    สำหรับแบงค์ 50 บาทนั้นสื่อความหมายอย่างไร?



    [​IMG]
    ภาพประธานด้านหลังธนบัตร


    -พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงหลั่งทักษิโณทก ประดิษฐาน ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เพื่อแสดงถึงเหตุการณ์สาคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งที่ทรงหลั่งทักษิโณทกเพื่อประกาศอิสรภาพ ณ เมือง แครง เมื่อพุทธศักราช 2127


    ขณะเดียวกันจะมีภาพประกอบ 3 ส่วนที่น่าสนใจ...

    [​IMG]
    -สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงคาบพระแสงดาบนาทหารเข้าตีค่ายพม่าเป็น ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังวัดสุวรรณดารารามจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อแสดงถึง พระวีรกรรมอันกล้าหาญเมื่อครั้งที่ทรงนาทหารเข้าตีค่ายทัพหลวงหงสาวดี ซึ่งมาตั้งล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ โดยทรงคาบพระแสงดาบนาทหารขึ้นปีนระเนียดจะเข้าตีค่ายพระเจ้าหงสาวดี แต่พวกพม่าต่อสู้ป้องกันไว้จึงชิงค่ายไม่สาเร็จ ต้องเสด็จกลับเข้าพระนคร พระวีรกรรมนี้นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญและความเป็นผู้นา แล้ว ยังเป็นที่ครั่นคร้ามยาเกรงของข้าศึก

    ถึงขนาดที่พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงตรัสให้ทหารพม่าจับเป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาให้จงได้ เพื่อเรียกขวัญของไพร่พลกลับคืนมา อนึ่ง พระแสงดาบที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงในวันนั้น ได้ปรากฏนามว่า “พระแสงดาบคาบค่าย”มาจนตราบเท่าทุกวันนี้


    [​IMG]

    -พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทายุทธหัตถีประดิษฐานณ อนุสรณ์ ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อแสดงถึงพระวีรกรรมอันกล้าหาญเมื่อครั้งที่ทรงกระทายุทธหัตถีชนะ พระมหาอุปราชาในพุทธศักราช 2135 ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสาคัญและยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากมีคติแต่โบราณว่า การรบบนหลังช้างเป็นยอดแห่งความสามารถของนักรบ เพราะเป็นการต่อสู้กันตัวต่อตัว แพ้ชนะกันด้วยความสามารถ พระมหากษัตริย์ที่ทรงกระทายุทธหัตถีจึงถือเป็นพระเกียรติยศสูงสุด ผลจาก พระวีรกรรมในครั้งนั้นทาให้หมู่ข้าศึกนานาประเทศไม่กล้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยาอีกเป็นเวลานาน ทาให้บ้านเมืองและพสกนิกรมีความร่มเย็นเป็นสุข


    - พระเจดีย์ชัยมงคล ประดิษฐาน ณ วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    [​IMG]
    1. เป็นพระเจดีย์ที่โปรดให้สร้างขึ้นตามคำกราบบังคมทูลแนะนาของสมเด็จพระวันรัต วัดป่าแก้ว เพื่อเป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติในการทายุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา แห่งพม่า เมื่อพุทธศักราช 2135

    2. เป็นพระเจดีย์ที่เป็นนิมิตหมายของเอกราชเตือนใจให้ระลึกถึงความกล้าหาญและความเสียสละของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและวีรชนไทย

    และนี่คือความเป็นมาเป็นไปของธนบัตรราคา50 บาทโฉมใหม่...สิ่งที่ถืออยู่ในมือจึงไม่ใช่แค่ราคาค่างวดใช้แลกเปลี่ยนสินค้า แต่เพราะเงินที่อยู่ในมือ 50 บาทนั้น ล้วนมีความหมายทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าในมือของเรา



    รายงานโดย อนัญญา มูลเพ็ญ ผู้สื่อข่าวนสพ.ประชาชาติธุรกิจ

    เปิดโฉมธนบัตร 50 บาทแบบใหม่ รู้จักความหมายที่มากกว่าราคาบนแบงค์ : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
     
  5. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,958
    ค่าพลัง:
    +6,443
    ล่าสุด นักปรัวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์แปลชื่อ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองใหม่ เป็น พระศรีมหาธรรมราชา น่าจะใช่ชื่อของพระอุปราช ในสมเด็จพระนเรศวร
    อาจจะให้นัยยะได้ว่า พระเจ้าปราสาททองคือพระโอรสที่เกิดจากพระอัครมเหสีมณีจันทร์

    เนื้อหาข้อมูลใหม่ ดังนี้

    พระเจ้าปราสาททอง ไม่ได้มีพระนามเดิมว่า “พระองค์ไล”
    .

    การแปลเอกสารประวัติศาสตร์ผิดพลาด สามารถก่อให้เกิดปัญหาในการศึกษาประวัติศาสตร์หลายประการ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาของหลักฐานคลาดเคลื่อนได้

    ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้ คือการแปลเอกสารประวัติศาสตร์ภาษาดัตช์สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเรื่อง Historiael Verhael der Sieckte ende Doot van Pra Interra-Tsia 22en Coninck in Siam, geintituleert Faeij loangh tiaeuwtrongh thantsiangh Pheeuck ofte den grooten rechtvaerdigen Coninc vanden witten Elephant. Item hoe den regherenden Coninck, Pra Ongh Srij (wiens titulen zijn Pra tjaum Pra-sathongh Pra Tsiauw tsaing Pheeuck, Pra tjsaeuw tsaingh thongh dengh, Pratjaeuw tsaingh Chobolt, often Coninck van den guoden thoorn, insgelijcx rooden, witten, ende rontgestaerten Elephant) de Croone looslijck geuzurpeert, ende zich selven in verscheijden saecken, nopende de regeringe de Pijx gedragen heeft ของ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet) หัวหน้าสถานการค้า (Opperhoofd) ของบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (Vereenigde Oostindische Compagnie; VOC) ประจำกรุงสยาม ซึ่งผ่านการแปลมาหลายทอดก่อนจะถูกแปลเป็นภาษาไทย ทำให้เมื่อนักประวัติศาสตร์ไทยนำมาศึกษาแล้วเกิดความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองหลายเรื่อง

    หนึ่งในนั้นคือความเข้าใจผิดว่าพระนามเดิมของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองคือ “พระองค์ไล”

    .

    ทั้งนี้ต้องอธิบายประวัติการแปลเอกสารชิ้นนี้เสียก่อน

    ต้นฉบับเอกสารของฟาน ฟลีต เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาดัตช์ เรียบเรียงเสร็จในวันสุดท้ายของเดือนธันวาคม ค.ศ. 1640 (พ.ศ. 2183) ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สันนิษฐานว่าถูกส่งมอบให้ อันโตนิโอ ฟาน ไดเมน (Antonio Van Diemen) ผู้สำเร็จราชการแห่งบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ประจำเมืองปัตตาเวีย เมื่อฟาน ฟลีตเดินทางออกไปเมืองปัตตาเวียในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1641 (พ.ศ. 2184)

    ภายหลังต้นฉบับเอกสารภาษาดัตช์ถูกส่งไปเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใน ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426) ไม่เคยถูกนำมาตีพิมพ์เผยแพร่เลย

    .

    ค.ศ. 1663 (พ.ศ. 2206) นายอับราฮัม เดอ วิเกอฟอร์ต (Abraham de Wicquefort) นักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์ ได้แปลต้นฉบับเอกสารของฟาน ฟลีต เป็นภาษาฝรั่งเศส และตีพิมพ์ในกรุงปารีส

    .

    ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) นายดับเบิลยู.เอช. มันดี (W.H. Mundie) เจ้าของโรงพิมพ์และหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ (Bangkok Times) ได้แปลเอกสารฉบับภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ ตั้งชื่อว่า “Historical Account of Siam in The 17th Century” แล้วจัดพิมพ์ขึ้นที่กรุงเทพฯ ตามรับสั่งของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ) ต่อมาได้ตีพิมพ์ซ้ำในวารสารสยามสมาคม (Journal of the Siam Society) เล่มที่ 3 ภาค 2 ประจำเดือนเมษายน ค.ศ. 1938 (พ.ศ. 2481)

    .

    ต่อมา เมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา ทรงให้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) แปลฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย แต่ขุนวิจิตรมาตราติดงานอย่างอื่นจึงแปลได้เพียง 9 หน้าเท่านั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โปรดให้ตั้งชื่อว่า “จดหมายเหตุวันวลิต” ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในงานศพ คุณหญิงทิพย์ สุรพันธุ์พิสุทธิ เมื่อ พ.ศ. 2477 ต่อมาได้พิมพ์อีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ. 2490

    .

    พ.ศ. 2507 หัวหน้ากองวรรณคดีและประวัติศาสตร์จึงได้ให้ น.ส. นันทา สุตกุล แปลฉบับภาษาอังกฤษของมันดีเป็นภาษาไทยตั้งแต่ต้นจนจบ และให้นางชูศรี สวัสดิสงคราม หัวหน้าแผนกหนังสือตัวพิมพ์ กองหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งเดิมเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกแปล กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ ช่วยตรวจแก้ โดยได้ตั้งชื่อว่า “จดหมายเหตุวันวลิต (ฉบับสมบูรณ์)” เป็นส่วนหนึ่งของประชุมพงศาวดารภาคที่ 79 ตีพิมพ์ครั้งแรกในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสงัด จันทราภัย

    .

    สำหรับต้นฉบับภาษาดัตช์ ถูกค้นพบในแผนกเอกสารตัวเขียนภาษาดัตช์ หอจดหมายเหตุกรุงเฮก โดย ศาสตราจารย์อิวะโอะ เซอิจิ (岩生 成一) นักประวัติศาสตร์ชาวญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ. 1934 (พ.ศ. 2477)

    อิวะโอะได้นำสำเนาต้นฉบับภาษาดัตช์พร้อมคำอ่านมาเปรียบเทียบคำอ่านฉบับภาษาฝรั่งเศสของวิเกอฟอร์ต ตีพิมพ์ในหนังสือ The Toyo Bunko Sokan เล่ม 14 ภาคผนวกพิเศษ พิมพ์ที่กรุงโตเกียวเมื่อ ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) พบว่าฉบับภาษาฝรั่งเศสถูกแปลมาอย่างไม่สมบูรณ์ มีการตัดทอนเนื้อหาหลายตอน (ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสยามโดยตรงเช่นการใช้โวหารเปรียบเทียบ) และมีความคลาดเคลื่อนหลายแห่ง ทั้งนามบุคคล เหตุการณ์ต่างๆ ระยะเวลาการครองราชย์ของกษัตริย์ ฯลฯ

    ฉบับภาษาอังกฤษของมันดีสามารถแปลจากภาษาฝรั่งเศสออกมาได้อย่างสมบูรณ์และถูกต้อง แต่ด้วยเหตุที่เนื้อหาของฉบับภาษาฝรั่งเศสมีความคลาดเคลื่อนอยู่ก่อนแล้วจำนวนมาก จึงทำให้ฉบับภาษาอังกฤษ และฉบับภาษาไทยที่แปลจากภาษาอังกฤษคือ “จดหมายเหตุวันวลิต (ฉบับสมบูรณ์)” มีความคลาดเคลื่อนตามไปด้วย

    .

    ต่อมา อัลฟอนส์ ฟาน เดอร์ คราน (Alfons Van der Kraan) นักวิชาการชาวเนเธอร์แลนด์ ได้แปลต้นฉบับภาษาดัตช์ที่อิวะโอะเคยถอดความไว้ เป็นภาษาอังกฤษโดยตรง พร้อมทั้งคงเนื้อหาของต้นฉบับไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ (มีความยาวประมาณ 30,000 คำ เทียบกับฉบับแปลภาษาอังกฤษของมันดีที่มี 27,800 คำ) และได้ตีพิมพ์ในหนังสือ “Van Vliet’s Siam” เมื่อ ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) ซึ่งเป็นหนังสือที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงในบทความนี้

    .

    สำหรับพระนาม “พระองค์ไล” ที่เชื่อกันว่าเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ก็เกิดมาจากการแปลคลาดเคลื่อนในฉบับภาษาฝรั่งเศสของวิเกอฟอร์ต

    เมื่อตรวจสอบกับต้นฉบับเอกสารภาษาดัตช์ของฟาน ฟลีต ได้ระบุพระปรมาภิไธยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองไว้ว่าที่ชื่อของเอกสารว่า “Pra Ongh Srij (wiens titulen zijn Pra tjaum Pra-sathongh Pra Tsiauw tsaing Pheeuck, Pra tjsaeuw tsaingh thongh dengh, Pratjaeuw tsaingh Chobolt...”

    ถอดเป็นภาษาไทยได้ว่า “พระองค์ศรี ผู้ทรงพระปรมาภิไธยว่า พระเจ้าปราสาททอง พระเจ้าช้างเผือก พระเจ้าช้างทองแดง พระเจ้าช้างโคบุตร”

    แต่ฉบับภาษาฝรั่งเศสของวิเกอฟอร์ต แปลคำว่า Pra Ongh Srij เพี้ยนเป็น Phra Ongly

    ฉบับภาษาอังกฤษของมันดี แปลคำว่า Phra Ongly เป็น Phra Ong Lai

    จดหมายเหตุวันวลิต ฉบับภาษาไทย แปลคำว่า Phra Ong Lai เป็น “พระองค์ไล”

    จะเห็นได้ว่า "พระองค์ไล" เป็นพระนามที่เพี้ยนไปจากต้นฉบับภาษาดัตช์มาก

    .

    เนื่องจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนำข้อมูลจากจดหมายเหตุวันวลิต ฉบับแปลภาษาอังกฤษไปอ้างอิงในพระนิพนธ์ “พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า” ทำให้ทรงระบุไว้ว่าพระนามเดิมของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองคือ “พระองค์ไล” ตามที่แปลมาคลาดเคลื่อนไปด้วย ดังนี้

    “วันวลิตฮอลันดากล่าวว่า พระเจ้าปราสาททองนั้น นามเดิมคนทั้งหลายเรียกว่า "พระองค์ไล" เกิดในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร เมื่อราวปีชวด พ.ศ. 2143”

    .

    “พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า” เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อวงการประวัติศาสตร์ไทยมาเป็นเวลานาน ส่วนจดหมายเหตุวันวลิต (ฉบับสมบูรณ์) เป็นเอกสารที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโดยละเอียด เมื่อเอกสารทั้งสองชิ้นต่างระบุว่าพระนามเดิมของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองคือ “พระองค์ไล” ตรงกัน การที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในชั้นหลังจะเชื่อถือตามไปจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด

    ความเข้าใจผิดในเรื่องพระนามเดิมของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงเกิดขึ้นในวงกว้าง จนทำให้นวนิยายอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องระบุพระนามเดิมของพระองค์ว่า “ไล” ตามไปด้วย ดังที่ปรากฏในนวนิยายเรื่อง “เจ้าไล” ของ คึกเดช กันตามระ

    สรุปแล้ว พระนามของพระเจ้าปราสาททองที่ฟาน ฟลีตบันทึกไว้จริงๆ คือ “Pra Ongh Srij” หรือ “พระองค์ศรี” ไม่ใช่ “พระองค์ไล”

    .

    .

    อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า “Pra Ongh Srij” ไม่ใช่พระนามเดิมของพระเจ้าปราสาททองตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ แต่เป็นการเรียกย่อจาก “Prae Onghsrij d’Harmae Raatsiae Thieraija” (พระองค์ศรีธรรมราชาธิราช) ซึ่ง ฟาน ฟลีต ระบุว่าเป็นพระนามของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองตอนขึ้นครองราชย์

    ทั้งนี้ในเอกสารของ ฟาน ฟลีต จะพบการเรียกพระนามกษัตริย์กรุงศรีอยุทธยาโดยย่ออยู่หลายพระองค์ เช่น

    สมเด็จพระเอกาทศรถ ฟาน ฟลีต บันทึกพระนามว่า Prae Anoet Tsiae Thieraij Praerha Mij Zoon (พระอนุชาธิราชพระราเมศวร) มีตอนหนึ่งเรียกย่อว่า Prae Anoet

    สมเด็จพระเชษฐาธิราช ฟาน ฟลีต บันทึกพระนามว่า Prae Ongh Tsit Tarre Tsiae (พระองค์เชษฐราชา) หรือ Pra Onghthit Terratsia บางครั้งเรียกย่อว่า Pra Onghthit

    .

    สรุปแล้ว Pra Ongh Srij หรือ “พระองค์ศรี” น่าจะเป็นเพียงพระนามย่อของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเท่านั้น ไม่ใช่พระนามเดิมของพระองค์

    .

    ในเอกสารคำให้การขุนหลวงหาวัด และ คำให้การชาวกรุงเก่า ที่เรียบเรียงจากปากคำเชลยกรุงศรีอยุทธยาสมัยเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐ ระบุพระนามเดิมของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่า “พระสุริยวงศ์กุมาร” หรือ “พระสุริยกุมาร” อย่างไรก็ตาม เอกสารทั้งสองชิ้นเรียบเรียงหลังสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองยาวนานมาก เนื้อหาส่วนใหญ่มีความพิสดารคลาดเคลื่อนสูง จึงอาจยากต่อการยึดถือเป็นข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด และคงต้องหาหลักฐานอื่นๆ สอบทานต่อไป

    .

    ภาพประกอบ : สำเนาหน้าแรกจากต้นฉบับเอกสารตัวเขียนของ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet) ระบุพระนามสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในภาษาดัตช์ว่า “Pra Ongh Srij (wiens titulen zijn Pra tjaum Pra-sathongh Pra Tsiauw tsaing Pheeuck, Pra tjsaeuw tsaingh thongh dengh, Pratjaeuw tsaingh Chobolt” ถอดเป็นภาษาไทยได้ว่า “พระองค์ศรี ผู้ทรงพระปรมาภิไธยว่า พระเจ้าปราสาททอง พระเจ้าช้างเผือก พระเจ้าช้างทองแดง พระเจ้าช้างโคบุตร”

    ที่มาภาพ : Van Vliet's Siam

    -----------------------------------------------------

    บรรณานุกรม

    ภาษาไทย
    - ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยารวม 3 เรื่อง. (2553). กรุงเทพฯ: แสงดาว.
    - ประชุมพงศาวดารภาคที่ 79 จดหมายเหตุวันวลิต (ฉบับสมบูรณ์). (2507). กรุงเทพฯ: สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี.
    - ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2551). พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: มติชน.
    .
    ภาษาต่างประเทศ
    - Baker, C., na Pombejra, Dhiravat, Kraan, A. van der and Wyatt, D. K. (Eds). (2005). Van Vliet's Siam. Chiang Mai: Silkworm Books.

    -----------------------------------------------------
    หมายเหตุ : บทความทั้งหมดเรียบเรียงโดยผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ผู้ดูแลเพจขอสงวนสิทธิไม่อนุญาตให้นำข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจไปแก้ไข ตัดทอน ดัดแปลง คัดลอก ทำซ้ำ หรือเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น และห้ามนำไปแสวงหาผลกำไรทางพาณิชย์โดยเด็ดขาด หากมีความประสงค์จะขอบทความของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามต้องได้รับการยินยอมจากผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ในทุกกรณี ยกเว้นแต่การ "แชร์ (share)" ในเฟซบุ๊กจากหน้าเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์โดยตรงที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
     

แชร์หน้านี้

Loading...