รวมวัตถุมงคลทั่วทุกภูมิภาคประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776785857300.jpg

    พระชุดหลวงปู่ชอบ วัดป่าโคกมน จ.เลย ๘ องค์ ในกล่อง หายไป ๑ องค์

    รุ่นสมปรารถนาเฮง ปี35

    พิธีใหญ่ พุทธาภิเษกนานถึง 2 คืนเต็มๆจนถึงสว่าง คือคืนวันที่10และ11 กพ 2535
    ปลุกเสกโดยศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ทั้งหมด 9 รูป ดังนี้
    1)ลป.ชอบ จ.เลย
    2)ลป.แว่น จ.ลำปาง
    3)ลป.หลวง จ.ลำปาง
    4)ลป.เหรียญ จ.หนองคาย
    5)ลป.อ่อนสา จ.อุดรธานี
    6)ลป.ลือ จ.มุกดาหาร
    7)ลป.รักษ์ จ.หนองคาย
    8)ลป.ศรีจันทร์ จ.เลย
    9)ลป.เนียม จ.ภูเก็ต

    ท่านพระอาจารย์มั่นออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆ์ "ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกล

    พระเดชพระคุณหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าผู้ทรงอภิญญาญาณ คือ ผู้ทรงความรู้ยิ่งในพระพุทธศาสนา มีคุณสมบัติพิเศษ ๖ อย่าง ๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ๒. ทิพโสต หูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น ๔. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ ๕. ทิพจักขุ ตาทิพย์ ๖. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป
    ท่านมีนิสัยชอบโดดเดี่ยวเที่ยวไปอยู่ในป่า ทำในสิ่งที่บุคคลอื่นทำได้ยาก ไม่ชอบเกี่ยวข้องกับหมู่ชนพระเณร เป็นผู้มีความองอาจเด็ดเดี่ยว อดทนเป็นเลิศ ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กล้าได้กล้าเสียในการปราบกิเลส ถึงกับท่านพระอาจารย์มั่นออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆ์ "ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกลลิบเลย"
    ท่านสามารถแสดงธรรมและสนทนาธรรมเป็นภาษาต่างๆ ได้หมด เพียงกำหนดจิตดูว่าภาษานั้นเขาใช้พูดกันว่าอย่างไร ท่านสามารถแสดงธรรมโปรดเทวดา พญานาค ตลอดจนภพภูมิต่างๆ ได้

    การธุดงค์ของท่านนับว่าโลดโผนมาก ชอบเดินทางในเวลากลางคืนหรือจวนสว่างในคืนเดือนหงาย เที่ยวไปอบ่างอนาคาริกมุนีผู้ไม่มีอาลัยในโลกทั้งปวง บางคราวมีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่สองตัวกระโดล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้ ท่านเร่งสติสมาธิ แผ่เมตตา กำหนดจิตเข้าข้างใน สมาธิลึกเข้าไปจนถึงฐานของจิต ปล่อยวางสิ่งทั้งปวง เมื่อถอนจิตออกมาปรากฏว่าเสือสองตัวได้หายไปแล้ว

    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอรหันต์เถระเจ้าผู้ได้ฉายาว่า พระผู้เป็นที่รักของเทวดาทั้งปวง ในสมัยที่หลวงปู่ชอบยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่มั่น ท่านเมตตาให้หลวงปู่ชอบรับแขกพิเศษในตอนกลางคืนแทนองค์ท่าน ซึ่งจะมีพวกมาจากภพภูมิอื่นเป็นเทวดา นาค มากราบไหว้ขอฟังธรรม มีจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง บางครั้งมีจำนวนเป็นหลักสิบ บางทีก็เป็นจำนวนร้อย บางครั้งก็ถึงจำนวนพัน ๆ ปฏิปทาของท่าน ในสายพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นที่ยกย่องกันว่า หลวงปู่เป็นศิษย์ที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญทางความเพียร มีนิสัยมักน้อย ถือสันโดษ ชอบแสวงหาความสงัดวิเวกอยู่ตามป่าตามเขามาตลอด ข้อปฏิบัติและธรรมภายในของท่านเป็นที่สรรเสริญ และหลวงปู่ชอบท่านยังเป็นตัวแทนแห่งโชคลาภ โดยท่านเดินธุดงค์ไปที่แห่งใด ท่านไม่เคยอดอยาก ต้องมีผู้คนมาใส่บาตรอยู่เสมอแม้จะทุรกันดารขนาดไหนก็ตาม และผู้ใดที่บูชาท่านมักจะมีโชคลาภ ทำมาค้าขายได้สะดวก ประสบความสำเร็จเสมอ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระชุดหลวงปู่ชอบ วัดป่าโคกมน จ.เลย ๘ องค์ ในกล่อง หายไป ๑ องค์

    รุ่นสมปรารถนาเฮง ปี ๒๕๓๕

    ตอนแรงๆ ฮือฮา แพงเป็นพัน ตอนนี้ ฮือ หาย

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    FB_IMG_1776792694720.jpg FB_IMG_1776792696743.jpg FB_IMG_1776792690628.jpg FB_IMG_1776792699593.jpg FB_IMG_1776792701892.jpg FB_IMG_1776792704033.jpg FB_IMG_1776792706198.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1367727-3bc39.jpg

    ครูบาอาจารย์ผู้มีความชำนาญในการตัดเหล็กไหล
    เหล็กไหล สร้างวัด
    พระครูภัทรกิจโสภณ หรือ หลวงพ่อหวล ภูริภทฺโท เดิมท่านชื่อ หวล การเกตุ ท่านเป็นบุตรของ คุณพ่อไล้ คุณแม่เสงี่ยม การเกตุ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี แรม ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ พื้นเพเดิมอยู่ ตำบลสามง่าม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง มีพี่น้อง ๓ คน ท่านเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ในพระพุทธศาสนา โดยท่านบรรพชาที่วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ในขณะนั้นหลวงพ่อยอด หรือพระครูสาธุกิจโกศล (ต่อมารับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดพุทไธศวรรย์ เจ้าคณะตำบลสำเภาล่ม) ยังอยู่ที่วัดกษัตราธิราชวรวิหาร และเข้ารับการอุปสมบทที่วัดพุทไธศวรรย์ เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ โดยมีพระราชธานินทร์ (หลวงพ่อเจิม) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกุศลธรรมธาดา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสมุห์ยอด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีฉายาทางพระภิกษุว่า ภูริภทฺโท ท่านใช้ชีวิตอยู่ในสมณะเพศด้วยความมุ่งมั่น และด้วยเป็นพระที่ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบตลอดมา จึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าอาวาส วัดพุทไธศวรรย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ แทนพระครูสาธุกิจโกศล ที่มรณภาพ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ญาติโยมพร้อมใจกันให้พระภิกษุหนุ่ม พระหวล การเกตุ ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์
    หลวงพ่อหวล ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ในการแสดงหาความรู้ ด้านต่างๆ ตลอดจนการศึกษาวิชาอาคมและหนึ่งในวิชาอาคมอันสุดยอดของท่านก็คือ วิชาอาคมเรียกและเชิญเหล็กไหล หรือพญาเหล็กไหล สุดยอดแห่งธาตุกายสิทธิ์ที่ทุกคนปรารถนาได้มาครอบครอง โดยหลวงพ่อหวล ท่าได้เรียนวิชาอาคมดังกล่าวมาจากอาจารย์ฆราวาสท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ หลวงพ่อเดิม หรือพระครูนิวาสธรรมขันธ์ แห่งวัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ สุดยอดพระเกจิที่โด่งดังมากที่สุดรูปหนึ่งของเมืองไทย
    หลวงพ่อหวล ได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ฆราวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จนสำเร็จ ผ่านไปสักระยะหนึ่ง ด้วยมีแรงผลักดันให้ท่านต้องออกแสวงหาเหล็กไหลให้ได้ ไม่เช่นนั้นความตั้งใจที่จะบูรณะวัดของท่าทนไม่มีทางสำเร็จได้ในเวลาอัน สมควร ท่านจึงต้องออกไปแสวงหาตามป่าเขา ลำเนาไพร โดยมีพระอาจารย์ฆราวาสเป็นผู้คอยแนะนำในระยะแรก
    เหล็กไหล เพื่อการบูรณะวัด
    ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ อาจารย์ฆราวาสพาหลวงพ่อ ไปหาเหล็กไหล ก่อนไปจะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์หลายอย่างที่สำคัญๆ ได้แก่ หุ่นที่ทำจากขี้ผึ้งบริสุทธิ์ (หุ่นนี้มีความสำคัญ เพราะเหล็กไหลจะก่อตัวขึ้นเหมือนหุ่นดังกล่าว แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก) น้ำผึ้งบริสุทธิ์ ด้ายสายสิญจน์ บาตร หรือถังและอุปกรณ์ปลีกย่อยต่างๆ
    ในการหาเหล็กไหลจะต้องสังเกตถ้ำที่จะเข้าไปหาว่ามีลักษณะตามตำราหรือไม่ เช่น ถ้าน้ำจะต้องสะอาด ไม่มีมูลสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น มูลเสือ มูลช้าง มูลงู หรือมูลค้างคาว ถ้ำนั้นจะต้องมีอากาศเย็น ชุ่มชื้น ต้องสงบเงียบ วังเวง ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม และเมื่อมีโอกาสได้ถามหลวงพ่อว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าถ้ำไหนจึงจะมีเหล็กไหลหรือพญาเหล็ก หลวงพ่อท่านบอกว่า การสังเกตนั้น จุดแรกให้ดูว่ามีน้ำไหล มีคราบ และเมื่อนำน้ำผึ้งและน้ำมนตร์ราด ทาก็จะเกิดประกาย
    หลวงพ่อได้เล่าต่อว่า จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของกรรมวิธี โดยการนำน้ำผึ้งไปชโลมบริเวณนั้น แล้วนำสายสิญจน์ที่ชุบด้วยน้ำผึ้ง ไปผูกโยงจากจุดที่สังเกตแล้วว่าน่าจะมีเหล็กไหล ลงมายังบาตรที่ใส่น้ำผึ้งไว้ในบาตรจะใส่หุ่นเทียนด้วยก็ได้ (จะได้เหล็กไหลตามรูปแบบของหุ่นเทียน) หุ่นที่ใส่ลงในบาตรจะใส่ครั้งละหลายตัว ส่วนมากหลวงพ่อจะใส่ไว้ ๑๐๘ ตัว หุ่นเทียนบริสุทธิ์นี้ จะสอดไส้เหมือนเทียนไข แต่ว่าที่ปลายจะมีไส้ยื่นออกมาทั้งสองด้าน ไส้ของหุ่นด้านหนึ่งจะถูกนำมาผูกรวมกัน แล้วผูกติดกับสายสิญจน์ที่โยงลงมาจากผนังถ้ำ ไส้อีกปลายด้านหนึ่งของหุ่นก็จะถูกนำมารวมกัน แล้วหลวงพ่อจะจับไว้ ขณะทำพิธีต้องใช้คาถามิให้เหล็กไหลที่ไหลงมาตามสายสิญจน์ไหลลงดินหมด นำน้ำผึ้งมาชดลมหุ่นที่อยู่ในบาตร หรือในถัง จากนั้นใช้คาถาเรียกเหล็กไหลให้ลงมากินน้ำผึ้งในถัง อาจจะใช้เวลาประมาณ ๑-๓ ชั่วโมง ก็สุดแล้วแต่หลวงพ่อ ท่าจะรู้ด้วยสัมผัสพิเศษตามที่ศึกษามา เมื่อได้เวลาท่านก็จะทำการตัดสายสิญจน์ โดยการใช้เที่ยนเผาด้ายสายสิญจน์ที่โยงลงมาจากผนังถ้ำ เมื่อเอาไฟจากเปลวเทียนเผา ด้ายสายสิญจน์จะแดงเหมือนไฟ ถ้าสายสิญจน์ขาดก็หมายถึงได้เหล็กไหล (สภาพเหลวข้น หรือรูปแบบลักษณะตามหุ่นที่ใส่ในบาตร) แต่หากสายสิญจน์ไม่ขาดก็เลิกกัน ขาดก็ได้ ไม่ขาดก็ไม่ได้ เลิกกัน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    รูปหล่อรุ่นแรกหลวงพ่อหวลวัดพุทไธศวรรย์ อยุธยา

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260422_150544.jpg IMG_20260422_150619.jpg IMG_20260422_150651.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 เมษายน 2026
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1717688123741 (1).jpg



    นาทีที่ 19 เรื่องราววัตถุมงคลหลวงพ่อแกละ มหาอุตย์ยิJไม่ออก

    หลวงพ่อแกละท่านนี้เป็นศิษย์สืบทอดวิชาของ หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผักกูด,หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม ...
    หลวงพ่อแกละ วัดลำลูกบัว จ.นครปฐม
    หลวงพ่อแกละ ท่านก็เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเต๋ท่านหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับหลวงปู่แย้ม

    วัดลำลูกบัว เดิมหมู่บ้านลำลูกบัวไม่มีวัดให้พุทธศาสนิกชนได้บำเพ็ญกุศล ถ้าจะบำเพ็ญกุศล หรือประกอบศาสนกิจก็ต้อง
    เดินทางไปที่วัดสามง่าม หรือวัดตะโกสูง ซึ่งอยู่ห่างไกลถึง ๔ - ๕ กิโลเมตร การคมนาคมไม่สะดวก ทั้งทางบกและทางน้ำ ด้วยเหตุนี้ นายหว่าง - นางเผื่อน บุญศรีและท่านกำนันฉาย อำไพจิตร ( ขุนกรีกลเกษตร ) ได้ร่วมใจกันถวายที่ดินให้เป็นที่ตั้งของวัด วัดได้สร้างเป็นที่พักสงฆ์ขึ้น ก่อนเป็นศาลา เดิมหลังคามุงแฝกกว้างขวางพอสมควร ด้านหน้าเป็นที่บำเพ็ญกุศล ด้านหลังกั้นเป็นห้องให้พระอยู่อาศัย ได้นิมนต์หลวงตาโตมาจำพรรษา และปกครองวัดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ซึ่งท่าน อยู่ได้สองปีก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น ชาวบ้านได้นิมนต์ท่านอาจารย์เล็ก จากวัดเกาะแรด มาจำพรรษาอยู่หลายปี มีการก่อสร้างกุฏิสงฆ์เพิ่มขึ้นเป็นเรือนไม้ทรงไทยและมีชาวบ้านถวายด้วย ๒ - ๓ หลัง ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ทางวัดได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นวัดได้ อาจารย์เล็กได้พยายามหาเงินมาซื้อเสา และตัวไม้เพื่อสร้างศาลาการเปรียญได้พอสมควร แต่ท่านก็ได้ลาสิกขาไปเสียก่อน ชาวบ้านก็ได้นิมนต์ท่านอาจารย์เคี้ยง จากวัดสามง่ามมาอยู่ ท่านอาจารย์เคี้ยง ได้เริ่มสร้างศาลาการเปรียญจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้วท่าน
    ก็ได้ลาสิกขา ต่อมาหลวงตายัน มาอยู่ดูแลวัดต่อ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ทางวัด ก็ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หลวงตายันก็มรณภาพ ปีนี้เองชาวบ้านพร้อมใจกันไป นิมนต์พระภิกษุเขียนและพระภิกษุผิวจากวัดธรรมศาลาให้มาจำพรรษาที่วัดนี้ โดยพระภิกษุเขียนเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านอาจารย์ทั้งสององค์นี้มีความถนัดไปคนละอย่าง อาจารย์เขียนมีความถนัดในการเป็นนักเทศน์เช่นเทศน์มหาชาติ เป็นต้น ส่วนอาจารย์ผิวมีความถนัดในการเป็นหมอยารักษาคนไข้ แต่ไม่มีความถนัดทางการก่อสร้าง อาจารย์เขียนลาสิกขาบทไปก่อนส่วนอาจารย์ผิวนั้นได้สร้างฐานบาตรไว้เป็นผลงานอย่างเดียว แล้วลาสิกขาบทตามไปอีก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ต่อมาหลวงตาอยู่ ได้มารักษาการเจ้าอาวาสต่อ ในระหว่างนั้น นางเผื่อน บุญศรี กับ ทายก ทายิกาและชาวบ้าน ปรึกษาหารือกัน คิดจะสร้างอุโบสถขึ้น จึงได้ร่วมมือกับชาวบ้านโดยเริ่มต้น เตรียมการปั้นอิฐ และเผาอิฐในบริเวณวัดให้ได้จำนวนมากพอก่อสร้างการก่อสร้างได้รับความร่วมมือ จากชาวบ้านเป็นอย่างดี ช่างและชาวบ้านช่วยกัน ตอกเสาเข็มก่ออิฐ เป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายและก่อกำแพงผนังอุโบสถขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงขื่อ ได้ซื้อต้นไม้รังทั้งต้นมาถากทำขื่ออุโบสถแล้วติดตั้งเครื่องบน โดยโครงสร้างเป็นไม้ไผ่หลังคามุงด้วยหญ้าแฝกทั้งหลัง จนแล้วเสร็จพอเป็นที่ทำสังฆกรรมได้ ต่อมาหลวงตาอยู่ ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยมีหลวงตาแม้นพระลูกวัดผู้ดูแลวัดต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๙๐ นายหว่าง นางเผื่อน บุญศรี ผู้อุปถัมภ์วัดและคณะกรรมการได้ปรึกษาหารือเรื่องฝังลูกนิมิต เพื่อนำเงินมาก่อสร้างอุโบสถให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จึงพร้อมใจกันไปนิมนต์ พระอาจารย์แหวน อาจารย์เคล้า อาจารย์โน้ม จากวัดดอนยายหอมและเตรียมงานปิดทองลูกนิมิต แต่อาจารย์ทั้ง ๓ ท่านได้กลับวัดดอนยายหอมก่อนจะมีงาน
    ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ คณะกรรมการวัดลำลูกบัวได้จัดงานปิดทองฝังลูกนิมิต โดยก่อนงานได้ไปนิมนต์ พระสวิง ฐานงกฺโร วัด
    พระงาม ให้มาช่วยงานปิดทองฝังลูกนิมิต กำหนดให้มีงาน ๗ วัน ๗ คืน มีพุทธศาสนิกชน มาร่วมงาน พอประมาณเพราะการ
    คมนาคมสมัยนั้นไม่สะดวก รวมรายได้ทั้งสิ้น ๕๕,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วคงเหลือเงินสุทธิ ๒๕,๐๐๐ บาท หลังจากเสร็จงาน
    พระสวิง ฐานงกฺโร ได้กลับวัดพระงามตามเดิมต่อมาคณะกรรมการวัดและพุทธศาสนิกชนชาวลำลูกบัว ได้ไปอาราธนาพระสวิง ฐานงกฺโร มาจำพรรษา ที่วัดลำลูกบัว เพื่อสอนธรรมแก่พระภิกษุ หลังจากออกพรรษาแล้วประมาณเดือนอ้าย พระสวิง ฐานงกฺโร จะเดินทางกลับวัดพระงามแต่บรรดาญาติโยมชาวบ้านไม่ยอมให้กลับ จึงไปอาราธนา หลวงพ่อเต๋ คงทอง ซึ่งดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะตำบลสามง่าม ให้ตั้งพระสวิงฐานงกฺโร รักษาการเจ้าอาวาส วัดลำลูกบัวอยู่ ๑ ปี พระปฐมนคราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดเสน่หา ได้แต่งตั้ง พระสวิง ฐานงกฺโร ( พระครูพัฒนาภินันท์ ) เป็นเจ้าอาวาสวัดลำลูกบัว ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ - ๒๕๔๙ ได้ปกครองดูแลวัดและบูรณปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญมาโดยลำดับ ( พระครูพัฒนาภินันท์ ) ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ในการดูแลปกครอง คณะสงฆ์ตำบลสามง่าม เป็นเจ้าคณะตำบลสามง่าม และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอดอนตูม ในการดูแลปกครองคณะสงฆ์อำเภอดอนตูมพระครูพัฒนาภินันท์ อดีตเจ้าคณะอำเภอดอนตูม มรณภาพลงพ.ศ. ๒๕๕๐ พระครูสันติธรรมานันท์ เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้
    ยุคที่มีการก่อสร้างอุโบสถครั้งเเรกและครั้งต่อมา
    อุโบสถหลังแรกสร้างโดยปั้นกระเบื้องเองสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ ระยะเวลา ๕ ปี จึงแล้วเสร็จ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่าง

    พระกริ่งบรมครู รุ่น ๒
    หลวงพ่อแกะวัดลำลูกบัว
    ดอนตูม นครปฐม

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260422_173426.jpg IMG_20260422_173451.jpg IMG_20260422_173517.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 เมษายน 2026
  4. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,593
    ค่าพลัง:
    +7,839
    ขอจองครับ
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1776702724123.jpg


    https://palungjit.org/threads/ตำนาน...ลกลืม-หลวงปู่ทองอินทร์-วัดกลางคลองสี่.267674/

    เหรียญกวาดลานวัดหลวงปู่ทองอินวัดกลางคลองสี่
    รุ่นประสบการณ์ เหรียญสวยเดิมครับไม่เคยแขวน
    ลองอ่านเรื่องราวประวัติท่านจากสมาชิกในเว็บพลังจิตเล่าไว้เมื่อหลายปีก่อนปัจจุบันหลวงปู่มรณภาพแล้วครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260422_204602.jpg IMG_20260422_204627.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1776869156852.jpg 1776868750457.jpg
    ปรากฎว่า แพที่หลวงปู่ธรรมรังษีนั่งปรกนั้นมีปลากระโดดอยู่รอบๆ แพเต็มไปหมด

    เหรียญพระอุปคุต
    วัดโพธิ์พฤกษาราม จ.สุรินทร์ ปี ๒๕๓๘
    พระดีพิธีใหญ่ ( พุทธาภิเษกกลางแม่น้ำมูล)

    มีพระเกจิดังร่วมพิธีปลุกเสกมากมาย
    อธิเช่น หลวงปู่หงษ์, หลวงปู่ธรรมรังสี, หลวงพ่อคูณ
    อาจารย์เปล่ง บุญยืน และเกจิอาจารย์อีกหลายรูป

    เกจิอาจารย์ที่ร่วมปลุกเสกได้แก่
    1. หลวงปู่ธรรมรังษี วัดพระพุทธบาทเขาพนมดิน จ.สุรินทร์ เป็นเจ้าพิธีในการปลุกเสก
    2. อาจารย์เปล่ง บุญยืน ฆาราวาสจอมขลัง
    3. หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา
    4. หลวงปู่ดี จ.นครราชสีมา
    5. หลวงปู่โป๊ะ จ.ศรีสะเกษ
    6. หลวงปู่ฤทธิ์ วัดชลประธานราชดำริ จ.บุรีรัมย์
    7. หลวงพ่อเขียว วัดระเว จ.นคนราชวีมา
    8. หลวงพ่อสอน วัดบรมธาตุ จ.สุรินทร์
    9. หลวงพ่อเพ็ง วัดน่าข่า จ.อุดรธานี
    10. หลวงปู่หงษ์ วัดเพชรบุรี จ.สุรินทร์
    11. หลวงปู่พวน วัดช้างมอบ จ.สุรินทร์
    12. หลวงพ่อพา วัดโพธ์ทอง จ.บุรัรัมย์
    13. หลวงพ่อจรินทร์ วัดประสาทเทพนิมิตร จ.สุรินทร์
    14. หลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย จ.นครพนม

    พระอุปคุต เด่นเรื่อง โชคลาภ เมตตา
    ในพิธปลุกเสก ณ วัดโพธิ์พฤกษารามได้นิมนต์พระเกจิดังในสุรินทร์และหลวงปู่ธรรมรังษีเป็นหนึ่งในพระที่มาปรกในวันนั้น ทั้งหมดต้องนั่งปรกในแพเล็กๆ กลางแม่น้ำมูลที่ อ.ท่าตูม สร้างขึ้นเพื่อรองรับพระ 1 แพ ต่อ 1 รูป เหตุการณ์ปลุกเสกพระเป็นปกติจนกระทั่งถึงรอบที่หลวงปู่ธรรมรังษีนั่งปรก ในเวลานั้นมีพระดังมากๆในสุรินทร์นั่งปรกด้วย ปรากฎว่า แพที่หลวงปู่ธรรมรังษีนั่งปรกนั้นมีปลากระโดดอยู่รอบๆ แพเต็มไปหมด ตลอดจนหลวงปู่นั่งปรกเรียบร้อย แต่แพอื่นกลับสงบนิ่ง ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ....เล่า จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อคราวไปกราบ ลป.ธรรมรังษี ผมไปหา อ.เปล่ง บุญยืนที่บ้าน อาจารย์ก่อน อ.เปล่งได้เล่าเรื่องนี้ ให้ฟัง เรื่อง ปลากระโดด รอบแพ มีการเสกพระ ที่กลางแม่น้ำ ทำให้ ผมสนใจ พระชุดนี้ แต่ ตอนนัั้นไม่รู้ว่าพระอะไรรูปร่างแบบไหน แต่รู้จักวัดนี้ เพราะ เดินผ่าน หน้าวัด ที่ อ.ท่าตูมและบูชาวัตถุมงคลของวัดนีั มาก่อน จาก ธนาณัติ และเมื่อรู้ ว่าพระอะไรก็ตาม บูชา ได้ครบทุกพิมพ์ ตอนนั้น ราคา แรง โดยเฉพาะพิมพ์กลม เนื้อ เหมือน ขันลงหิน
    ลป.ธรรมรังษี เมตตาสูง เมตตามาก

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260422_211251.jpg IMG_20260422_211315.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 เมษายน 2026
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1776943665309.jpg 1776943512090.jpg 1776943518611.jpg 1776943521490.jpg 1776943524563.jpg 1776943527235.jpg 1776943515713.jpg


    สายเหนีย..ว ฝั่งธน

    หลวงพ่อณรงค์ วัดมะเกลือ " ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ เดือน12 ปีจอ พุทธศักราช 2429 ณ อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ นายจันทร์ มารดาชื่อ นางชื่น อำพลผล เมื่ออายุได้ 10กว่าปี บิดามารดาก็นำไปฝากกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.เมือง จ.ชัยนาท เพราะหลวงปู่ศุขเป็นลูกผู้พี่ของนายจันทร์ ในระยะนั้นหลวงปู่ศุขกำลังมีชื่อเสียงมาก ใครก็รู้จักหลวงปู่ศุขเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะในกรมเสด็จกรมหลวงชุมพรฯ ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านนั่นเอง หลวงปู่ณรงค์ได้เล่าเรียนวิชาภาษาขอมอยู่กับหลวงปู่ศุข 6ปี จนมีความรู้ความชำนาญพอสมควร พออายุได้ 19ปี ก็ถูกเกณฑ์ทหาร และได้รับราชการทหารเรื่อยมาจนได้ยศจ่าเอก จึงได้กลับไปเยี่ยมหลวงปู่ศุข พอดีในขณะนั้นกรมหลวงชุมพรฯอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าด้วย หลวงปู่ศุขจึงได้ฝากฝังกับกรมหลวงชุมพรฯ บอกว่าเป็นหลานชายของท่านเอง กรมหลวงชุมพรฯทรงรับเป็นผู้อุปการะ ต่อมาหลวงปู่ณรงค์ได้รับยศเป็นร้อยเอก โดยเป็นนายทหารอยู่ที่ ร.พัน6 ต่อมาเมื่อหลวงปู่ณรงค์อายุได้ 57ปี ตรงกับพุทธศักราช 2486 ได้ลาออกจากราชการมาอุปสมบท ณ วัดนางนอง เขตบางขุนเทียน "

    หลวงพ่อณรงค์ วัด มะเกลือ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ เป็นพระเกจิที่เลื่องชื่อในด้านคงกระพันในแถบพื้นที่ฝั่งธนบุรี จะให้รู้จักกันเป็นอย่างดี หลวงพ่อณรงค์ เป็นชาวอยุธยา เกิดปี 2429 ในสมัยเด็กบิดาได้ไปฝากอยู่กับหลวงปู่ศุข วัดปากกคลองมะขามเฒ่า ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง ได้เรียนวิชาอยู่ถึง 6 ปีเมื่ออายุครบเกณฑ์หารได้รับราชการจนได้ยศเป็นนายร้อยเอก ต่อมาท่านคงเบื่อหน่ายทางโลก จึงลาออกจากราชการเมื่ออายุ 57ปี ในปี 2487ที่วัดนางนอง จำได้ว่ามีหลวงพ่อเม่ง วัดบางสะแก เป็นพระกรรมวาจารย์ อยู่ในตอนนั้นด้วย หลวงพ่อณรงค์ เมื่อบวชเป็นพระได้สละสมบัติส่วนตัวเช่นที่ดิน มาพัฒนาวัดมะเกลือ ซึ่งสมัยนั้นเกือบจะเป็นวัดร้าง และ พื้นที่ของวัดส่วนใหญ่ถูกชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆครอบครอง เมื่อหลวงพ่อณรงค์ ได้มาอยู่ที่วัดมะเกลือ ท่านต้องต่อสู้ทางกฎหมายเอาที่ดินของวัดคืนมาจากชาวบ้าน ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้ที่ดินกลับคืนมากว่าสิบไร่ หลวงพ่อณรงค์ ท่านชอบศึกษาด้านวิชาอาคมมาตั้งแต่สมัยอยู่กับหลวงปู่ศุข เมื่อเป็นพระ ทำให้มีผู้มาเลื่อมใสได้อย่างรวดเร็ว สังเกตได้ว่าเหรียญรุ่นแรก สร้างปี 2495 ซึ่งหลวงพ่อ ยังบวชได้ไม่ถึง 10 พรรษา หลวงพ่อณรงค์ จัดสร้างวัตถุมงคลเพียงไม่กี่รุ่น เช่น เหรียญรุ่นแรกปี 2495 เหรียญรุ่นลุงหลาน ปี2518 เหรียญรุ่นเสกตะบัน เหรียญรุ่นสร้างตะบัน พระสมเด็จหลังรูปหลวงพ่อ พระผงรูปหลวงพ่อ เหรียญหนุมาน เป็นต้น พระเครื่องของท่านจะมีประสบการณ์เยี่ยมด้านคงกระพัน แคล้วคลาด

    เหรียญรุ่นสุดท้ายที่หลวงพ่อทำขึ้น โดยรวบรวมตะกรุดทุกดอกที่ได้จากลุง (หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อณรงค์ท่านเป็นหลาน และยังได้เรียนวิชาจากหลวงปู่ศุขอีกด้วย) ตลอดจนแผ่นยันต์ที่หลวงพ่อจารแล้วลบถมอีกเป็นจำนวนมาก ปั๊มแล้วจึงนำมาเศก เป็นเหรียญรุ่นที่มีประสพการณ์มากๆ รุ่นหนึ่ง ของหลวงพ่อเนื่องจากสร้างเป็นจำนวนมาก และหลายรูปแบบ และหลายเนื้อ แต่ที่นิยมจะเป็นเนื้อตะกั่วมากกว่าเนื้ออื่น ผมได้ถามคุณลุงท่านหนึ่งท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อว่า ถ้าหาตะกรุดไม่ได้ ใช้วัตถุมงคลรุ่นไหนดี คุณลุงได้ตอบว่า ใช้เหรียญเนื้อตะกั่วรุ่นนี้ได้เลย หลวงพ่อท่านดังเรื่องบู๊มากๆ เพราะท่านเป็นทหารเก่ามาก่อน ไม่ว่าจะเป็น คงกระพัน แคล้วคลาด มหาอุด ท่านทำได้ทั้งหมด ตลอดจน เมตตามหาเสน่ห์ ท่านก็ไม่แพ้ใครในย่านนั้น จนมีเรื่องเล่าว่าเด็กวัดหนัง กับ เด็กวัดมะเกลือ ตีกันทีไรกินกันไม่ลงสักครั้ง ต่างอยู่คงกันทั้งนั้น นักเลงในย่าน ดาวคะนอง จอมทอง บางขุนเทียน ในคอนอกจากวัดหนังแล้ว ต้องมีหลวงพ่อณรงค์พกกันแทบทุกคน ไม่ตะกรุด ก็ต้องมีเหรียญ ถ้าท่านใดผ่านย่านนั้นลองสอบถามประสพการณ์ดูได้

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมุลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหน้าตะกั่ว(แผ่นปั๊มตะกั่ว)หลวงพ่อณรงค์วัดมะเกลือ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260423_181826.jpg IMG_20260423_181852.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776946633014.jpg

    ปรากฏว่าศพของพ่อท่านเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยใดๆ ให้เห็นว่าผ่านการถูกเผามาเลย แม้แต่จีวรก็ยังเหลืองอร่ามไม่มีร่องรอยถูกเผาเช่นกัน ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ จึงต่างส่งเสียงดังลั่น

    พระผงหลวงพ่อมงคลแสนสุข ปี ๒๕๑๖ วัดศรีสุวรรณาราม อ.ปากพนังจ.นครศรีธรรมราช พระผงรุ่นนี้ ปลุกเสกโดย พ่อท่านเขียว วัดหรงบล , พ่อท่านขำ วัดหงส์แก้ว , พ่อท่านเกลื้อม วัดคงคาวดี

    ชาติภูมิ หลวงปู่เขียวได้ถือกำเนิดในตระกูลชาวนาที่บ้านหนองยาว ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ในวันอาทิตย์ เดือนยี่ ปีมะเมีย พ.ศ.๒๔๒๔ บิดาชื่อนายปลอด มารดาชื่อนางแป้น มีพี่น้องด้วยกันสี่คนเป็นชายสองคนหญิงสองคน หลวงปู่เขียวเป็นพี่ชายคนโต น้องชายชื่อนายพลับ น้องสาวชื่อนางเอียด และนางปาน น้องชายและน้องสาวของท่านได้เสียชีวิตไปก่อนท่าน (นามสกุลไม่มีเพราะสมัยหลวงปู่เขียวก่อนอุปสมบทยังไม่ประกาศใช้นามสกุลซึ่งนามสกุลประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖)
    บรรพชา อุปสมบท คุณยายแหวดอยู่ที่บ้านสะพานชะเมาตำบลท่าเรืออำเภอเมืองจังหวัดนครศรีฯซึ่งเป็นลูกยกของหลวงปู่เขียวได้เล่าให้ฟังว่า หลวงปู่เขียวเมื่อสมัยเป็นหนุ่มแรกรุ่นท่านเป็นคนชอบศิลปะหนังตะลุงมโนรา ท่านอยากเป็นนายหนังตลุงหรือมโนราจึงได้ติดตามไปกับนายหนังตลุงและมโนราหลังจากเสร็จหน้านาแล้วหายไปทีละนานๆ แต่ว่าคุณย่าของหลวงปู่เขียวชรามากแล้ว จึงอยากให้หลานมาบวชให้ โดยคูณย่าของหลวงปู่เขียวได้ถักรัดประคตไว้ให้ท่าน คุณย่าของหลวงปู่เขียวจึงให้คนไปตามหลวงปู่เขียว เมื่อหลวงปู่เขียวทราบว่าคุณย่าตามหาให้กลับไปบวช จึงได้เดินทางกลับไปยังบ้านหนองยาว แต่ตอนนั้นหลวงปู่เขียวอายุแค่๑๘ปียังไม่ครบ๒๐ปีบริบูรณ์ จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ก่อนเป็นเวลา๒ปี เมื่ออายุได้๒๐ปีบริบูรณ์ หลวงปู่เขียวจึงได้อุปสมบทตรงกับ พ.ศ.๒๔๔๔ ตรงกับปีฉลู ซึ่งเรื่องพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่เขียวนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด ได้สอบถามตาร่วง สุขศีล ปัจจุบันอายุ๑๐๒ปีแล้ว ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับวัดหรงบนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ได้เล่าไห้ฟังว่าหลวงปู่เขียวได้นั่งเรือไปอุปสมบทที่ปากพนังฝั่งตะวันออก ซึ่งประจวบกับที่วัดแจ้ง ต.บ้านเพิง อ.ปากพนัง จ.นครศรีฯ มีพระอุปัชฌาย์อยู่รูปหนึ่งที่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่าพระอุปัชฌาย์เฒ่า ชื่อว่าพ่อท่านนุ่น สิริมุนี ซึ่งชาวบ้านแถบวัดแจ้งเล่ากันว่าเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระเกจิอำเภอปากพนังหลายรูปเช่น พ่อท่านเมือง วัดปากบางท่าพญา ปี๒๔๕๐ พ่อท่านขาว วัดปากแพรก พ่อท่านเพชร วัดป่าระกำเหนือ และหลวงปู่เขียว อินฺทมุนี วัดหรงบน จากคำบอกเล่าของตาร่วง สุขศีล ก็ไปตรงกับชาวบ้านแถบวัดแจ้งพอดีจึงน่าจะเชื่อถือได้ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ของหลวงปู่เขียวคือ พระเกื้อ ซึ่งเดิมเป็นชาวตำบลไสหมากแต่ภายหลังท่านได้ลาสิกขาไป พระอนุสาวนาจารย์คือ พระเต้ง ภายหลังท่านได้แปลญัตติใหม่เป็นนิกายธรรมยุติอยู่วัดสระเกษ ต.บางตะพง อ.ปากพนัง จ.นครศรีฯได้รับสมณะศักดิ์ที่ พระครูบริหารสังฆกิจ หลังอุปสมบทแล้วหลวงปู่เขียวได้ไปอยู่จำพรรษาที่วัดหรงบนฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์เอียด เจ้าอาวาสวัดหรงบนขณะนั้นเพื่อศึกษาสมถะภาวนาและวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่ประมาณ๕พรรษา(๕ปี)จึงได้ขออนุญาตออกไปธุดงค์ หลวงปู่เขียวได้ออกธุดงค์ไปตามแนวป่าของภาคใต้แถบจังหวัดนครศรีฯ ตรัง พัทลุง ท่านได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพ่อท่านเอียด วัดในเขียวด้วย หลวงปู่เขียวท่านได้ออกไปจากวัดหรงบนนานถึง๘ปี จนพี่น้องและญาติโยมนึกว่าท่านอาจจะมรณะภาพไปในราวป่าเสียแล้วเพราะเงียบหายไปนาน มีเรื่องเล่าว่าในขณะที่หลวงปู่เขียวธุดงค์อยู่นั้นท่านได้เข้าไปนั่งพักภายในถ้ำแห่งหนึ่ง ท่านได้เอามือค้ำยันตัวกับหินภายในถ้ำ ปรากฏว่าหินยุบลงเป็นรอยมือลึกลงไปเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง ซึ่งขณะนั้นมีสามเณรติดตามหลวงปู่เขียวอยู่รูปหนึ่งได้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วย หลวงปู่เขียวท่านจึงสั่งห้ามไม่ให้สามเณรนำเรื่องดังกล่าวไปเล่าให้ไครฟังเด็ดขาด ภายหลังสามเณรรูปนี้ได้ลาสิกขาไปแต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงเหตุการณ์ภายในถ้ำ และไม่นานก็ได้เสียชีวิตลง เป็นเจ้าอาวาสวัดหรงบน หลังจากหลวงปู่เขียวธุดงค์อยู่นานก็กลับมาวัดหรงบนขณะอายุได้ ๓๓ ปี ตรงกับ พ.ศ.๒๔๕๗ แต่ปรากฏว่าพระอาจารย์เอียด ได้มรณะภาพเสียแล้วหลายปี ทำให้วัดหรงบนไม่มีพระที่ปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรและวัดวาอาราม ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ให้หลวงปู่เขียวอยู่วัดหรงบนเป็นที่พึ่งของพระเณรและชาวบ้านต่อไป และต่อมาหลวงปู่เขียวก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดหรงบนสืบต่อมาจากพระอาจารย์เอียด ตลอดมาจวบจนหลวงปู่เขียวมรณะภาพ พ่อท่านเขียว” ได้มรณภาพตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ณ วัดคงคาวดี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดหรงบนนัก และเป็นเส้นทางเดินผ่านมาจากบางตะพงษ์นั่นเอง การจัดการศพของท่านนั้น พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ เจ้าอาวาส วัดคงคาวดี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน ได้ตั้งศพของพ่อท่าน ไว้ที่วัดคงคาวดีหนึ่งคืน พร้อมทำการสวดอภิธรรม เพื่อให้บรรดาสานุศิษย์ได้เคารพศพพ่อท่าน จากนั้นรุ่งขึ้นจึงนำศพของพ่อท่านเดินทางไปยังวัดหรงบน ปรากฏว่าเมื่อชาวบ้านรู้ข่าว ต่างพากันมาร่วมไว้อาลัยพ่อท่านมากมาย และมีการสวดอภิธรรมจนครบ ๓ คืน ระหว่างงานสวดอภิธรรมนั้นได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โดยบรรดาลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือพ่อท่าน ต่างต้องการแสดงความกตเวทิตคุณ ตามประเพณีงานศพของทางภาคใต้ ซึ่งเป็นประเพณีพื้นถิ่น คือทำการจุดดินปืนที่ใส่ “กระบอกเหล็ก” ยาว ๑ ศอก (ประเพณีนี้คนภาคใต้นิยมจุดกัน) คล้ายกับพลุเพื่อส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ไกลออกไปได้ทราบว่ามีงานศพ ปรากฏว่าการจุดในคืนแรก ดินปืนด้านหมดทั้งสามลูก ไม่ยอมดังหรือติดเลยแม้แต่ลูกเดียว ต่อมาคืนที่สอง ลูกศิษย์เริ่มจุดอีกช่วง ๑๘.๐๐ น. ปรากฏว่าครั้งนี้จุดทั้งหมดห้าลูก แต่ก็ด้านหมดทุกลูก ไม่ดังและไม่ติดเช่นเดียวกันกับคืนแรก ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ ต่างพากันประหลาดใจ ว่าเป็นเพราะเหตุใด จากนั้นพอคืนที่สาม ลูกศิษย์ผู้ที่จุดดินปืนก็ ไม่ยอมลดละ ได้ทำการจุดดินปืนที่เตรียมมาใหม่ ในเวลาเดิม ๑๘.๐๐ น. แต่ปรากฏว่าจุดไม่ติด เช่นกันกับสองคืนแรก จะมีก็เพียงควันพวยพุ่งขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่ยอมระเบิดเลยแม้แต่ลูกเดียว ทำให้ผู้ที่จุดงวยงงสงสัย ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ กระทั่งหลังการบำเพ็ญกุศลเรียบร้อย ก็จะทำการฌาปนกิจศพพ่อท่าน ตามประเพณี แต่บรรดาลูกศิษย์ต่างแตก ความคิดกันออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากให้เผาศพพ่อท่าน แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ ให้เก็บศพพ่อท่านไว้ไม่อยากให้เผา แต่เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้เผาศพพ่อท่าน จะได้หมดห่วงหมดกังวล จึงทำให้ ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา ทำการต่อรองขอว่า “ถ้าเผาศพพ่อท่านครบ ๑ ชั่วโมงแล้วไม่ไหม้ ขอให้เก็บศพไว้บูชา” ทุกฝ่ายจึงต่างก็ตกลงกันได้ด้วยดี การฌาปนกิจศพ “พ่อท่านเขียว” ได้ทำการตั้งเมรุเผากันที่กลางลานวัด โดยใช้ไม้ฟืนที่ชาวบ้านช่วยกันนำมาโดยใช้เหล็กสามท่อน วางรองโลงศพต่างเชิงตะกอนแบบง่ายๆ เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงรอเวลาทำการเผาตามประเพณี แต่พอถึงเวลากลับไม่มีใครกล้าจุดไฟเผาพ่อท่านเลย ดังนั้น นายเหลี้ยง ชนะเสน เถ้าแก่โรงสี บ้านใสหมาก อ.เชียรใหญ่ ซึ่งเป็นศิษย์พ่อท่านอีกผู้หนึ่ง จึงเป็นผู้อาสาจุดไฟเอง โดยไม่ลืมทำพิธีขอขมาศพพ่อท่านก่อน แล้ววานท่านอาจารย์เพชร เป็นผู้จุดไฟที่ดอกไม้จันทน์ที่ตนถืออยู่ก่อน จากนั้นนายเหลี้ยงจึงทำการจุดไฟที่กองฟืนทันที ชั่วครู่ไฟจึงค่อยๆลุกลามขึ้นไหม้ทั้งดอกไม้จันทน์ ที่บรรดาญาติโยมนำไปวางไว้ทั้งด้านบนและด้านข้างโลงศพ และฟืนที่รองอยู่ จนควันโขมงและค่อยๆโหมแรงขึ้นๆจนท่วมโลงศพ และฟืนที่สุมอยู่ โดยมี “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างก็คอยจับเวลาดูนาฬิกา ว่าจะครบ ๑ ชั่วโมงเมื่อใด ไฟได้โหมแรงขึ้นๆจนกองฟืนที่สุมไว้ไหม้เกือบหมดแล้ว แต่เวลาก็ยังเหลืออีกมากทำให้ “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างออกอาการหงุดหงิดตามๆกัน แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ จึงได้แต่เร่งเวลาให้ครบชั่วโมงโดยเร็ว แต่ไฟได้ไหม้ทั้งฟืนและโลงศพจนหมดก่อน ที่ผู้ที่จับเวลาจากนาฬิกาที่มีถึงสามคน จากทั้งสองฝ่าย ก็ได้ตะโกนบอกว่า “ครบชั่วโมงแล้ว” เสียงฆ้องเสียงระฆัง จึงตีรัวดังขึ้น ตามที่นัดหมายกันไว้ นาทีนั้นโดยไม่มีใครคาดคิด นายเหลี้ยง ผู้ที่ทำการจุดไฟรีบวิ่งเข้าไปยังกองไฟที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ แม้จะเริ่มมอดลงบ้างแล้วแต่ก็ยังมีไฟลุกอยู่เป็นส่วนมาก แต่ นายเหลี้ยง ไม่นำพาและไม่ได้หวาดหวั่นกับไฟที่ยังคุกรุ่นเหล่านั้นเลย กลับเดินแหวกควันไฟเข้าไป พร้อมเอามือช้อนลงอุ้มศพของพ่อท่านขึ้นให้ทุกคนดู ปรากฏว่าศพของพ่อท่านเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยใดๆ ให้เห็นว่าผ่านการถูกเผามาเลย แม้แต่จีวรก็ยังเหลืองอร่ามไม่มีร่องรอยถูกเผาเช่นกัน ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ จึงต่างส่งเสียงดังลั่น ส่วนนายเหลี้ยง ที่ใช้มือช้อนใต้ศพ จึงถูกเหล็กรองโลงศพเข้าเต็มๆ แต่แทนที่เหล็กจะร้อนเพราะถูกไฟเผา ปรากฏว่าเหล็กรองโลงศพพ่อท่านเขียวกลับเย็นเฉียบ ไม่มีความร้อนดั่งเช่นเหล็กที่ถูกไฟเผามาก่อนเลย ทำให้ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างงงงวยกันยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเป็นเรื่องที่สุดอัศจรรย์โดยแท้ พอได้สติบรรดาญาติโยมต่างเฮโลไปรุมฉีกจีวรของพ่อท่านเก็บไว้ จนจีวรที่ห่อหุ้มร่างของพ่อท่านหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ เรื่องที่เล่ามานี้นับเป็นเรื่อง “อัศจรรย์” และ “เหลือเชื่อ” อย่างยิ่ง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ไปร่วมงานฌาปนกิจศพพ่อท่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ทุกคนยืนยันได้ เพราะผู้ที่เล่าเหตุการณ์นี้ก็คือ “นายเหลี้ยง ชนะเสน พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ ท่านอาจารย์ขำ วัดหงษ์แก้ว” รวมทั้ง “นายตั้ง” ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ไปร่วมงาน ต่างยืนยันได้ทุกคน แสดงว่าบุญบารมีความศักดิ์สิทธิ์ของ “พ่อท่านเขียว” นั้นยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะเพียงแค่ “ท่านมรณภาพแล้วร่างกายไม่เน่าเปื่อย” ก็ถือว่าอัศจรรย์อยู่แล้ว แต่นี่ “เผาไม่ไหม้” แม้แต่จีวรที่ห่อหุ้มร่างกายท่านก็ยังไม่ไหม้อีกด้วย ปัจจุบัน “ศพของพ่อท่าน” ก็แข็งเป็นหินไปแล้ว สรีระของท่านแข็งและแกร่งมาก แต่คงเค้ารูปแบบเดิมทุกประการเพียงแต่แห้งลงไปบ้างเท่านั้น ขณะนี้ทางวัดได้นำ “สรีระของท่าน” ใส่โลงแก้วไว้ เพื่อให้ผู้คนทั่ว ไปได้กราบ ไหว้บูชาและได้ชม สรีระของพ่อท่านด้วยตัวเอง เพราะหากใครได้ไปกราบ “ร่างพ่อท่าน” สักครั้ง ก็นับเป็นบุญอย่างยิ่ง

    ขอขอบคุณข้อมูลจากแฟนเพจวัดหรงบน https://www.facebook.com/watrhongbon และข้อมูลจากคอลัมน์ของ คุณแฉ่ง บางกะเบา นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 กันยายน 2550

    หนังสือพิมพ์กะฉ่อนดอทคอม แว่น วัดอรุณ รายงาน
    esanprad_2023_12_12_00_42_0874517451.jpg
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงหลวงพ่อมงคลแสนสุขเนื้อผงน้ำมัน ปี ๒๕๑๖

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่ง 30 บาทครับ

    IMG_20260423_191954.jpg IMG_20260423_192021.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776945756361.jpg FB_IMG_1776945759423.jpg

    เหรียญเงินไหลมา พระพุทธนิมิตรองค์ดำล้อมรอบด้วยยันต์นะปัดตลอด(ปัดอุปสรรคต่างๆให้มีแต่ความคล่องตัว) หลวงปู่ศรี วัดหน้าพระลาน สร้างน้อย จัดสร้าง พ.ศ. ๒๕๔๗ หลังเสริมด้วยยันต์โภคทรัพย์ เรียกเงิน เรียกทอง เรียกทรัพย์
    อานุภาพแห่งยันต์โภคทรัพย์ ยันต์นี้ลงแล้วให้เก็บไว้ในที่ๆ เก็บเงินทอง เงินมิขาดมือเลย เก็บยันต์นี้ไว้ในกระเป๋าสตางค์ ทำให้เงินทองพอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิเศษนัก
    "หลวงพ่อองค์ดำ" นามธรรมที่สามรถนำให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ด้วยแรงแห่งศรัทธาและสะสมเพิ่มทุน เป็นพลังทำให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นและสามารถสัมผัสและแตะต้องได้อย่างปฏิหารย์ ความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

    "พระครูสิริภัทรกิจ(หลวงปู่ศรี ปริสุทโธ)" เจ้าอาวาสวัดหน้าพระลานและเจ้าคณะอำเภอเฉลิมพระเกียรติได้ กล่าวว่าปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อองค์ดำนั้น ใครจะศรัทธาอย่างไรก็ไม่รู้แต่หลวงปู่เชื่อในพลัง คือเมื่อก่อนนี้ตอนนั้นหลวงปู่เป็นอัมพาตได้มีเสียงกระซิบที่ข้างหูว่า "มาหาอาตมาซิแล้วจะดีขึ้น อาตมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทาประเทศอินเดีย" มันก็เท่านั้นไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักด้วยที่ตัวเราเป็นพระบ้านนอกแก่ๆจนๆคง ไม่ได้ไป แต่บังเอิญหรืออย่างไรมีผู้ศรัทธาออกค่าตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายให้เดิน ทางไปประเทศอินเดีย

    เมื่อไปกราบหลงพ่อองค์ดำ ได้นมัสการและอธิษฐานจิตรปิดทองก็มีเสียงเดียวกันนั้นกระซิบว่า”ถ้ากลับบ้าน แล้วให้จำลองมาสร้างซิ”แต่ก็ได้เพียงนึกในใจว่าจะทำ แต่ก็พะวงว่าคงไม่มีเงินและงบประมาณที่จะสร้าง พอกลับมาถึงหน้าพระลานก็บังเอิญอีกครั้งที่มีคนนำหินอ่อนสีดำก้อนใหญ่ราคา เป็นล้านมาถวาย หลังจากนั้นอีก2วันก็มีคนนำปัจจัยมาถวาย150,000 บาทบอกว่าให้เป็นค่าแกะสลักพระ มันเป็นการบังเอิญถึง3ครั้ง หลวงปู่จึงเชื่อและศรัทธา

    ส่วนในเรื่องที่เป็นข่าวกันนั้น หลวงปู่ศรีบอกว่า”ไม่รู้ใครจะทำอะไรประสบผลสำเร็จอย่างไรนั้นไม่รู้ เพราะมันเป็นเรื่องของเขา เราเป็นผู้ใหญ่พูดไปก็ไม่ดี” เป็นการปฏิเสธนิ่มๆของท่าน

    แต่กับ"นายคณิต ตงกันเผ่า"ยืนยันว่ามีประสบการณ์กับตัวเองคือหลังจากที่หลวงปู่ศรีสร้างหลวง พ่อองค์ดำเสร็จ ก็ได้สร้างองค์เล็กๆแจก ตัวเขาเองได้นำติดตัวไปด้วยแล้วได้รับอุบัติเหตุขับรถตู้ประสานงากับรถโค้ก รถของเขาพลิกไป3ตลบพังยับเยินแต่ตัวเขาไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด แล้วบอกว่าในช่วงวินาทีที่เกิดอุบัติเหตุได้ร้องบอกว่า"หลวงพ่อองค์ดำช่วย ด้วย" ก็มีความรู้สึกว่ามีใครซักคนมีถีบตัวเองออกจากรถจึงรอดจากการอัดก๊อปปี้

    มีคราวหนึ่งที่หลวงปู่ศรียืนอยู่ในกุฎิแล้วเป็นลมล้มทั้งยืนสลบไป นายคณิตจึงอุ้มขึ้นรถพาไปส่งโรงพยาบาล พอรถวิ่งผ่านหลวงพ่อองค์ดำจึงได้ตั้ง จิตอธิษฐานว่า"ให้หลวงพ่อองค์ดำช่วยหลวงปู่ศรีด้วย อย่าให้อาการป่วยถึงขั้นเสียชีวิต" ก็เป็นอย่างที่คิดพอรถวิ่งไปยังไม่ถึงโรงพยาบาลหลวงปู่ฟื้นขึ้นแล้วบอก ว่า"ไม่ไปโรงพยาบาลแล้วกลับกุฎิเถอะ" ซึ่งนายคณิตก็ปฏิบัติตามและอาการป่วยของหลวงปู่ก็หายเป็นปลิดทิ้งไม่ต้องไป หาหมออีก เลยต้องเอาโรตีไปแก้บน

    อีกคนหนึ่งคือ"สงวน ระนองไทย" บอกว่าเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2546 นายอนุสรณ์(ปัจจุบันเป็นเสี่ยรถพ่วงอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์) ก่อนมีอาชีพรับจ้างขายไก่ที่หน้าพระลาน แล้วมาจุดธูปเทียนบูชาหลวงพ่อองค์ดำแล้วขอโชคก็ถูกล๊อตเตอรี่หมายเลข 652748 ได้เงิน 12 ล้านบาท หลังจากที่รับเงินรางวัลแล้วก็นำเงินมาถวายหลวงปู่ศรี 50,000 บาทซึ่งหลวงปู่ก็ถามว่า"ถูกมากไหม" เขาตอบว่า"พอสมควร" หลวงปู่บอกว่า "ท่านให้พวกเธอหลวงปู่ไม่ได้รู้เห็นด้วย" จึงคืนให้ 40,000 บาทไป ทำทุนเอาไว้เพียงส่วนที่เหลือ

    หลวงปู่ไม่รับรู้ว่าใครจะได้อะไร มีประสบการณ์อย่างไรกับพระพุทธนิมิตองค์ดำไม่ว่าศรัทธาหรือปาฏิหาริย์ "หลวงพ่อองค์ดำ" จึงเป็นที่ศรัทธาและเคารพนับถือมากของประชาชนชาวหน้าพระลานและต่างจังหวัด ที่ได้ยินความศักดิ์ศิทธิ์ของท่าน "หลวงพ่อองค์ดำ" จึงมีผู้คนมาสักการบูชากันไม่เว้นแต่ละวัน บ้างก็มาขอโชคลาภ บ้างก็มาขอให้พ้นเคราะห์ เป็นต้น และคนที่ประสบดังที่ตัวเองหวังก็จะมาแก้บนโดยการเอาโรตีมาถวาย “หลวงพ่อองค์ดำ”
    ........

    ลป.ศรีท่านเป็นพระมีเมตตาสูงและได้พรพิเศษมาจากหลวงพ่อองค์ดำจากประเทศอินเดียทำให้ท่านหายจากอาการป่วยอย่างน่าอัศจรรย์ ท่านจึงสร้างองค์จำลองไว้ที่วัดใครได้ไปกราบก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่าศักดิ์สิทธิ์จริง ๆประวัติหลวงปู่ศรีท่านน่าทึ่งมาก พระที่ท่านปลุกเสกก็เช่นกัน ใครยังไม่มีก็น่าจะหาไว้อาราธนาสักองค์
    พระครูสิริภัทรกิจ หรือ "หลวงปู่ศรี ปริสุทโธ" วัดหน้าพระลานต.หน้าพระลาน อ.เฉลิม พระเกียรติจ.สระบุรี
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีบารมีธรรมแห่งความเมตตาสูง เป็นที่นับถือศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วไปท่านดังเงียบๆ ในท้องถิ่น แต่งานไหนงานนั้นถ้าต้องการให้วัตถุมงคลเข้มขลังต้องนิมนต์หลวงปู่ศรีรูปนี้ ไปร่วมปลุกเสกว่ากันว่าพลังจิตท่านสามารถติดต่อด้วยญาณกับหลวงพ่อองค์ดำที่นาลันทาได้"หลวงปู่ศรี" สร้างโบสถ์ไว้เป็นสิบๆ หลัง แล้วตอนนี้กำลังสร้างหลังที่ 13ไม่มีบารมีทำไม่ได้ปัจจุบันอายุ 81 ปีจากประวัติระบุว่าท่านเกิดที่เมืองลพบุรี บวชที่เมืองลพบุรี ศึกษาสายตักกศิลาวัดเขาวงกต สายหลวงพ่อเภา ซึ่งมีหลวงพ่อสุต วัดปฐมพานิชเป็นพี่เลี้ยง ตอนอยู่ลพบุรีไปเรียนวิชาสายหลวงพ่อก๋ง วัดเขาสมอคอน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260423_190523.jpg IMG_20260423_190547.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 เมษายน 2026
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776949323384.jpg FB_IMG_1776949326256.jpg FB_IMG_1776949329239.jpg

    ลองอ่านเรื่องหลวงพ่อเปลี้ยกับการสร้างลิงฮากันครับ หลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดช เดิมชื่อผ่อง เกิดเมื่อ ๔ พ.ย. ๒๔๕๗ ที่บ้านดินเปล้า อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของนายชุ่ม นางคำ โพธิ์นอก ด้วยขาท่านเสีย ลีบข้างหนึ่งจึงเรียก นามท่านว่าเปลี้ย พออายุได้ ๑๗ ปี ท่านได้บวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านเหลื่อม ตำบลวัดโพธิ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๔ โดยมีอาจารย์ช้างเป็นพระอุปัชฌาย์ พออายุครบ ๒๐ ปี ๒ พ.ค.๒๔๗๗ ท่านก็ได้บวชที่วัดบ้านค่าย มีพระครูวิจิตา เป๊นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแบนเป็นพระกรรมวาจารย์ พระมหาบัวเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ฉายา "คุณสัมปันโน"
    หลวงพ่อท่านมาอยู่วัดชอนสารเดชตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ มีหลวงปู่ทรัพย์ เป็นเจ้าอาวาส หลังจากท่านแจ้งความประสงค์ขอมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ หลวงปู่ทรัพย์ก็ไม่ขัดข้อง นานไปก็ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆให้ท่านจนหมดสิ้น หลวงพ่อเปลี้ยท่านมีเมตตาเป็นเลิศ ท่านจำวัดไม่กางมุ้ง ไม่จุดยากันยุง ท่านบอกว่า "ให้มันมากัด กินจนอิ่มแล้วมันก็ไปไม่มากัดอีก" !
    ลิงฮา ของหลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดชนี้ ท่านตั้งใจสร้างเป็นหนุมาน ให้มีอิทธิฤทธิ์ตามแนวคิดความเชื่อให้มีพลกำลังแข็งแรง อยู่ยงคงประพัน แต่ท่านสร้างหนุมานของท่านให้มีอริยาบท ยิ้มแย้ม อย่างอารมณ์ดี ชาวบ้านเห็นต่างขนานนามให้เป็น "ลิงฮา"
    ลุงใจ อ่อนละมัย เล่าว่า ครั้งที่ไปหามวลสารเพื่อมาสร้างลิงฮา ที่ศาลพระกาฬ ลพบุรี ปรากฎว่ามีลิงในศาลติดตามมาด้วย ๔ ตัว ทั้ง ๔ ตัวเป็นลูกน้องหนุมาน ตามมาเป็นสักขีพยานในการสร้างลิงฮา หลวงพ่อเปลี้ยท่านปลุกเสกลิงฮานี้ด้วยฌาณอันกล้าแข็ง เรียกว่าเสกจนหนุมานกระโดดออกจากบาตรได้ เหตุที่ท่านทำได้เช่นนี้เพราะท่านมีพลังจิตกล้าแข็งสามารถเข้าออกฌากิดความณได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นความอัศจรรย์ในการสร้างวัตถุมงคลของท่าน จนสามารถคุ้มครองป้องกันผู้พกพา เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมอย่างแรงกล้า ตามที่หลวงพ่อท่านเสกไว้
    แม่ค้าตลาดบ้านชอนคนหนึ่งเล่าว่า ตั้งแต่ได้ลิงฮาของวัดชอนมาอยู่ที่ร้าน ตอนเช้าก็จุดธูปอธิษฐานขอให้ขายดี เมื่อเปิดร้านแล้วก็เกิดความมั่นใจอารมณ์ดี เหมือนกับอารมณ์ลิงฮา อารมณืดีตลอดวัน ลูกค้าก็เหมือนต้องจังงันของเรา เข้ามาซื้อของที่ร้าน ขายดีทั้งวัน ทุกวันนี้ยังพกติดตัวอยู่เสมอ มีคนมาขอเช่ามากมายแต่ก็หวงแหนยิ่งมิยอมปล่อยให้ใครเด็ดขาด
    ชายคนหนึ่งได้ลิงฮามาเลี่ยมแขวนคอ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปธุระ ขากลับมาก็มีคนมาถามว่าไปเอาลิงที่ไหนมานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ !! ทุกคนจึงสรุปว่าเป็นปาฏิหารย์ของลิงฮาที่แขวนคอมานั้นมากกว่า
    วัตถุมงคลทุกชนิดของหลวงพ่อมีประสบการณ์
    ขอบพระคุณบทความของคุณ อำพล เจน

    สมเด็จฝังเกศารุ่น1 ปี2538 (พร้อมเหรียญรุ่นแรก) ประสพการณ์ยืนยันว่ามีเส้นเกศาครับ เพราะผู้สร้างได้ขอเส้นเกศาหลวงพ่อเปลี้ย คุณสัมปันโน จากอาจารย์สำรวย (สมัยนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดชอนสารเดช) เมื่อสร้างเสร็จได้นำวัตถุมงคล รุ่นทวีทรัพย์ มาถวายและให้หลวงพ่อเปลี้ยฯ ปลุกเสก และนำออกมา
    แจกงานประจำปี หลังวันตรุษสงกรานต์ จะมีการทอดผ้าป่าฯที่ศาลาหลวงพ่อใหญ่ โดยมีหลวงพ่อเปลี้ยฯ เป็นประธานรับมอบ และจะแจกวัตถุมงคล รุ่นทวีทรัพย์ แก่ญาติโยมที่นำผ้าป่ามา
    ทอด (ถวาย) ที่วัดชอนสารเดช
    วัดถุมงคลรุ่นนี้น่าเก็บมากๆครับ 1.แจกฟรี 2.สวยและมีเส้นเกศาฯ 3.หลวงพ่อเปลี้ยฯ ชอบใจ และได้กล่าวว่า "มันต้องสวยแบบนี้ซิ ถึงมีศักดิ์ศรีหน่อย" 4.ราคาย่อมเยาว์
    พระสมเด็จทวีทรัพย์ผสมเกศา

    ......

    เหรียญเจ้าสัวหลวงปู่เปลี้ยวัดชอนสาระเดช รุ่นประสบการณ์
    หลวงปู่เปลี้ย วัดชอนสารเดช
    นายดาบตำรวจหนังเหนี.ย.ว
    December 31, 2016 Ampol Jane หลวงปู่เปลี้ย, อำพล เจน
    หลังจากหลวงปู่เปลี้ยมรณภาพไปเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๐

    เพียงไม่กี่วันเท่านั้น

    นสพ.ท้องถิ่น สร้างสรรค์ ลพบุรี ก็ลงข่าวใหญ่ประจำฉบับ

    นายดาบตำรวจปล้ำจับคนร้ายถูกคนร้ายล้วงปืn
    ออกมากดปากลำกล้องใส่ท้องของนายดาบตำรวจ

    แล้วเหนี่ยวไก ๒ นัd

    ลั่นโป้งทุกนัd .. กระสุnดี ไม่ด้าน

    แต่กระสุbไม่เข้าหนังนายดาบตำรวจทั้ง ๒ นัด

    หลังจากนั้นกำลังใจก็มา

    ปล้ำแย่งปืnคนร้ายได้

    และจับกุมคนร้ายได้สำเร็จ

    ——-

    นายดาบตำรวจท่านนี้แขวนเหรียญเจ้าสัวของหลวงปู่เปลี้ย

    ( บทความจากfacebook : )

    ลองอ่านเรื่องหลวงพ่อเปลี้ยกับการสร้างลิงฮากันครับ หลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดช เดิมชื่อผ่อง เกิดเมื่อ ๔ พ.ย. ๒๔๕๗ ที่บ้านดินเปล้า อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของนายชุ่ม นางคำ โพธิ์นอก ด้วยขาท่านเสีย ลีบข้างหนึ่งจึงเรียก นามท่านว่าเปลี้ย พออายุได้ ๑๗ ปี ท่านได้บวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านเหลื่อม ตำบลวัดโพธิ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๔ โดยมีอาจารย์ช้างเป็นพระอุปัชฌาย์ พออายุครบ ๒๐ ปี ๒ พ.ค.๒๔๗๗ ท่านก็ได้บวชที่วัดบ้านค่าย มีพระครูวิจิตา เป๊นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแบนเป็นพระกรรมวาจารย์ พระมหาบัวเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ฉายา "คุณสัมปันโน"
    หลวงพ่อท่านมาอยู่วัดชอนสารเดชตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ มีหลวงปู่ทรัพย์ เป็นเจ้าอาวาส หลังจากท่านแจ้งความประสงค์ขอมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ หลวงปู่ทรัพย์ก็ไม่ขัดข้อง นานไปก็ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆให้ท่านจนหมดสิ้น หลวงพ่อเปลี้ยท่านมีเมตตาเป็นเลิศ ท่านจำวัดไม่กางมุ้ง ไม่จุดยากันยุง ท่านบอกว่า "ให้มันมากัด กินจนอิ่มแล้วมันก็ไปไม่มากัดอีก" !
    ลิงฮา ของหลวงพ่อเปลี้ย วัดชอนสารเดชนี้ ท่านตั้งใจสร้างเป็นหนุมาน ให้มีอิทธิฤทธิ์ตามแนวคิดความเชื่อให้มีพลกำลังแข็งแรง อยู่ยงคงประพัน แต่ท่านสร้างหนุมานของท่านให้มีอริยาบท ยิ้มแย้ม อย่างอารมณ์ดี ชาวบ้านเห็นต่างขนานนามให้เป็น "ลิงฮา"
    ลุงใจ อ่อนละมัย เล่าว่า ครั้งที่ไปหามวลสารเพื่อมาสร้างลิงฮา ที่ศาลพระกาฬ ลพบุรี ปรากฎว่ามีลิงในศาลติดตามมาด้วย ๔ ตัว ทั้ง ๔ ตัวเป็นลูกน้องหนุมาน ตามมาเป็นสักขีพยานในการสร้างลิงฮา หลวงพ่อเปลี้ยท่านปลุกเสกลิงฮานี้ด้วยฌาณอันกล้าแข็ง เรียกว่าเสกจนหนุมานกระโดดออกจากบาตรได้ เหตุที่ท่านทำได้เช่นนี้เพราะท่านมีพลังจิตกล้าแข็งสามารถเข้าออกฌากิดความณได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นความอัศจรรย์ในการสร้างวัตถุมงคลของท่าน จนสามารถคุ้มครองป้องกันผู้พกพา เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมอย่างแรงกล้า ตามที่หลวงพ่อท่านเสกไว้
    แม่ค้าตลาดบ้านชอนคนหนึ่งเล่าว่า ตั้งแต่ได้ลิงฮาของวัดชอนมาอยู่ที่ร้าน ตอนเช้าก็จุดธูปอธิษฐานขอให้ขายดี เมื่อเปิดร้านแล้วก็เกิดความมั่นใจอารมณ์ดี เหมือนกับอารมณ์ลิงฮา อารมณืดีตลอดวัน ลูกค้าก็เหมือนต้องจังงันของเรา เข้ามาซื้อของที่ร้าน ขายดีทั้งวัน ทุกวันนี้ยังพกติดตัวอยู่เสมอ มีคนมาขอเช่ามากมายแต่ก็หวงแหนยิ่งมิยอมปล่อยให้ใครเด็ดขาด
    ชายคนหนึ่งได้ลิงฮามาเลี่ยมแขวนคอ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปธุระ ขากลับมาก็มีคนมาถามว่าไปเอาลิงที่ไหนมานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ !! ทุกคนจึงสรุปว่าเป็นปาฏิหารย์ของลิงฮาที่แขวนคอมานั้นมากกว่า
    วัตถุมงคลทุกชนิดของหลวงพ่อมีประสบการณ์
    ขอบพระคุณบทความของคุณ อำพล เจน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จทวีทรัพย์หลวงปู่เปลี้ย ผสมเกศา องค์นี้เห็นเกศาชัดเจนด้านหน้าและด้านหลังล่างองค์พระครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260423_200529.jpg IMG_20260423_200603.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 เมษายน 2026
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1776955002819.jpg FB_IMG_1776955014684.jpg FB_IMG_1776955006426.jpg

    ผมเชื่อว่าชื่อของ "หลวงปู่พล ธัมมปาโล" แห่งวัดหนองคณฑี จังหวัดสระบุรี นั้น อาจจะไม่ใช่ชื่อที่ทุกท่านคุ้นหูกันมากซักเท่าไหร. . .แต่หากว่าเราเดินทางไปถามคนในพื้นที่วัด และคณะศิษย์ในสายของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน แห่งวัดท่าซุงแล้วละก็ ทุกท่านคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันครับว่าหลวงปู่พลฯ ท่านเป็นดั่ง "ปรมาจารย์" ด้านวิปัสสนาธุระ หรือหากจะเปรียบเปรยกับยุทธภพคงจะต้องเรียกว่า ท่านเป็นดั่ง. . ."เฮ้งเตงเอี้ยง" ยอดจอมยุทธผู้เร้นกาย เลยก็ว่าได้

    ซึ่งปาฏิหาริย์ต่างๆของท่านนั้นชี้ให้เราเห็นได้ถึงผลลัพธ์ ที่สำคัญของการปฏิบัติ วิปัสสนา ดังจะเรียบเรียงอย่างย่อต่อไปนี้ครับ

    ประการแรกเรื่องราวของลูกศิษย์ท่านหนึ่งซึ่งชอบเหน็บธนบัตรเอาไว้ในหนังสือ ครั้นต้องการจะหาเงินก็ไม่สามารถหาให้เจอได้สำเร็จ จึงนำความมาแจ้งแก่หลวงปู่พลฯ เพื่อขอความช่วยเหลือ หลวงปู่พลท่านหลับตาครู่หนึ่งและบอกกับลูกศิษย์ว่า "เงินยังอยู่ที่เดิม. . .แต่เราจะขยับให้" หลังจากนั้นลูกศิษย์จึงกลับไปที่บ้านอีกครั้งและพบว่า มีเงิน ยื่นออกมาจากหนังสือ แบบที่หลวงปู่ท่าน บอกกล่าวมาอย่างน่าอัศจรรย์

    ประการที่สอง มีหญิงชราท่านหนึ่งป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่แพทย์ลงความเห็นว่า สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน ๗ วันเท่านั้น ทางครอบครัวได้แต่ทำใจและเริ่มเตรียมงานศพ. . .ปรากฏว่าหลวงปู่พล ท่านทำยาส่งให้หญิงชราท่านนี้ ๑ แก้วและถามรายละเอียดว่าอยู่โรงพยาบาลไหน ห้องอะไร คืนนี้ท่านจะนั่งสมาธิไปรักษาให้ ปรากฏว่าวันต่อมาหญิงชราท่านนี้ ลุกขึ้นมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสมบูรณ์ต่อไปอีกถึง ๓ ปีก่อนจะเสียชีวิตโดยไม่ต้องการการรักษาใดๆ

    ประการสุดท้ายเป็นเรื่องของคุณจักรและคุณศาสน์ซึ่งเล่าว่าสมัยเด็กท่านวิ่งเล่นอยู่ในสถานที่ซึ่งหลวงปู่พล ท่านมาสอนวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยความซุกซน จึงลองปฏิบัติตามที่หลวงปู่พลท่านสอน อย่างเด็กๆเล่นซนกัน แต่กลับสำเร็จได้ถึง "ทิพจักขุญาณ" สามารถบอกได้ว่า สถานที่ต่างๆมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง สามารถสื่อสารกับสัตว์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ และมองเห็นสิ่งต่างๆเหนือธรรมชาติได้อย่างชัดเจน

    ซึ่งจากเรื่องราวข้างต้นนั้นเป็นเพียงเรื่องราวฉบับย่อเท่านั้นโดยทุกท่านคงจะหาเรื่องราวฉบับเต็มได้ไม่ยาก หากแต่ความสำคัญของ หลวงปู่พลฯ นั้นคงจะต้องบอกว่าท่านมีความล้ำลึกพิศดารในทางจิต อย่างสมบูรณ์แบบ ดังจะสามารถสรุปได้ว่า. . .วัตถุมงคลที่ท่านสร้างนั้น เป็นเหมือนเครื่องมือสื่อสารกับท่านได้อย่างดีเยี่ยม

    และท่านมักจะให้ผู้นับถือศรัทธาท่องว่า. . ."สัมพุทโธ" อยู่เป็นประจำซึ่งน่าจะใช้เป็นการทำสมาธิและติดต่อสื่อสารในรูปแบบของท่านก็เป็นได้ครับ

    ก็อยากจะแนะนำให้ทุกท่านลองปฏิบัติตามแนวทางและหาวัตถุมงคลของท่านมาบูชากันดูนะครับ ผมเชื่อว่า "หนุนดวง" ได้อย่างแน่นอน

    เชษฐ์พุทธศิลป์
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จสัมพุทโธ
    หลวงปู่พล วัดหนองคณฑี
    พระพุทธบาทสระบุรี

    คุณจักร ฯ กับ คุณศาสน์ ฯ
    เล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเดชพระคุณพระอริยสงฆ์ ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเรียกว่า พระสุปฏิปันโน มาหลายองค์แล้ว ชักจะเบื่อ ๆ ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศติดตามเรื่องของฆราวาส ๒ ท่านดูบ้าง คือ เรื่องของ คุณจักร ฯ กับ คุณศาสน์ เดี๋ยวพอให้คลายหายง่วงหายเหงา แล้วค่อยกลับเรื่องไปคุยถึงหลวงพ่อ ฯ หลวงปู่องค์อื่น ๆ กันอีกก็แล้วกันนะครับ

    ในสมัยที่ผมได้มาพบกับหลวงพ่อ ฯ ของเรานั้น ผมมียศเป็นร้อยตำรวจเอก แต่ได้รับเกียรติยศเป็นอย่างสูง ให้ไปช่วยราชการอยู่ที่กองยุทธการ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า (ปัจจุบันเรียกชื่อใหม่ว่า “ศูนย์อำนวยการร่วม กองบัญชาการทหารสูงสุด”)

    ทั้งนี้ เป็นความกรุณาอย่างยิ่งของท่าน พล.อ. ทวนทอง สุวรรณทัต อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งในขณะนั้นมียศเป็น พ.อ. ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองยุทธการ ท่าน พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นมียศ พล.ท. ดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการกองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า ท่าน พล.อ.อ. ทวี จุลละทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหาร และท่าน พล.อ. ทำเนียบ ทับมณี รองประธานคณะเสนาธิการ กองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ขณะนั้นยศ พ.ท. ดำรงตำแหน่งประจำกองยุทธการ

    ความจริงนอกจากผู้หลักผู้ใหญ่ทางฝ่ายทหารจะได้กรุณาผมดังกล่าวแล้ว ท่านผู้ใหญ่ทางตำรวจที่ให้ความกรุณาเป็นอย่างยิ่งกับผมในครั้งนั้นก็มี คือ ท่าน พล.ต.ท. ประเนตร ฤทธิ์ฤาชัย อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ขณะนั้นยศ พล.ต.ต. ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน และท่าน พล.ต.อ. วสิฏฐ์ เดชกุญชร ณ อยุธยา อดีต รมช. กระทรวงมหาดไทย ขณะนั้นยศ พล.ต.ต. ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน ได้ช่วยเหลือและชักชวนให้ผมไปช่วยราชการที่กองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดนเช่นเดียวกัน

    ผมจำได้ดีว่า ทั้งสองท่านยังได้กรุณาพาผมไปเลี้ยงอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งแถวถนนพหลโยธิน แต่แล้วในที่สุด ด้วยความจำเป็นและความสะดวกสบายที่ได้รับมากกว่าจากทางกองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า ผมจึงจำเป็นต้องเลือกการไปช่วยราชการอยู่กับฝ่ายทหาร ทั้งๆ ที่ความผูกพันทางใจที่ลึกซึ้งนั้นอยู่กับตำรวจตระเวณชายแดนมากกว่า

    แต่ถ้าท่านเป็นผม ก็คงจะต้องเลือกเช่นเดียวกับที่ผมเลือกไปแล้ว ก็ลองคิดดูว่าจะให้ผมเลือกทางไหน ในเมื่อขณะนั้นผมยังเดินไม่ได้ ต้องใช้ไม้เหน็บรักแร้ค้ำยันเวลาเดิน และต้องไปรักษาพยาบาลที่ ร.พ. พระมงกุฎทุกวัน ผมและภรรยาเช่าบ้านอยู่ที่ท่าดินแดงฝั่งธนบุรี ผมจะไปทำงานที่กองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน ซึ่งอยู่ตรงข้ามซอยสายลม พหลโยธินได้อย่างไร จะเบียดขึ้นรถประจำทางรึ ก็คงจะไปไม่รอด ครั้นจะขึ้นรถแท็กซี่อีกรึ ก็คงจะไม่มีปัญญา

    สำหรับทางฝ่ายทหารนั้นมีขีดความสามารถในการสนับสนุนและช่วยเหลือผมได้ดีกว่ามาก กล่าวคือ ได้จัดรถยนต์รับ-ส่ง พร้อมพลขับให้ อันเป็นการดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดจนบรรเทาความเดือดร้อนในการเดินทาง ทั้งการไปทำงานและการไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ

    ดังนั้น ผมจึงจำเป็นต้องเลือกหนทางที่จะสามารถดำรงชีวิตได้เอาไว้ก่อน และในระหว่างที่ผมช่วยราชการอยู่ที่กองยุทธการ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้านี้นั่นเอง ผมก็ได้รับความกรุณาจากท่าน พล.อ. ทวนทอง สุวรรณทัต เป็นอย่างยิ่ง โดยท่านได้กรุณาสนใจและเอาใจใส่ ให้ความสนิทสนม ให้ความคุ้นเคยประดุจบิดาซึ่งกระทำต่อบุตร

    ท่านมักเข้ามาที่ห้องทำงานของผมบ่อย ๆ นอกจากจะเข้ามาคุยเฮฮาสัพเพเหระ หรือเข้ามาสอนเรื่องหน้าที่การงานต่าง ๆ แล้ว ยังสอบถามเกี่ยวกับสาระทุกข์สุขดิบไม่เคยขาด เพราะความดีมีน้ำใจอันสม่ำเสมอของท่านนี่เอง ทำให้ท่านได้เห็นหนังสือที่เกี่ยวกับหลวงพ่อของเรา (ประวัติหลวงพ่อปาน ฯ วัดบางนมโค) ที่ผมได้พยายามซ่อนเร้นแล้วบนโต๊ะทำงานของผม

    (ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจซ่อนให้จริงจังอะไร เพราะไม่ได้เป็นความผิดอะไร เพียงแต่อายนิดหน่อย กลัวท่านจะหาว่าบาดเจ็บแค่นี้ถึงกับเสียอกเสียใจจนต้องเข้าหาพระหาเจ้า จึงเอาหนังสือเล่มอื่นวางทับไว้ และด้วยเกรงว่าท่านจะหาว่าเอาเวลาราชการมาอ่านหนังสืออย่างหนึ่ง และงมงายอีกอย่างหนึ่ง)

    ต่อมาท่านก็คงจะสังเกตว่า เมื่อมีเวลาว่างคราใด ผมจะต้องหยิบหนังสือของหลวงพ่อ ฯ ขึ้นมาอ่านทุกที (ส่วนใหญ่เป็นเวลาหลังอาหารเที่ยง) ท่านจึงหยิบไปเปิดอ่านดูบ้าง พลิกไปพลิกมาแล้วก็คืน ผมเดาว่าท่านคงจะมีความสนใจ ดังนั้น ถ้าผมมีหนังสือเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับหลวงพ่อ ฯ ผมจะหามาเผื่อให้ท่านด้วยอีก ๑ ชุดเสมอ หลังจากนั้นเมื่อท่านพบผม ท่านถามทำนองหยั่งเชิงผมทันทีว่า

    “คุณว่าจริงเร๊อะ” (ท่านคงจะหมายถึง เรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือที่หลวงพ่อเขียนเล่าเอาไว้)

    ผมก็ได้แต่มองหน้าท่านแบบยิ้ม ๆ ไม่ตอบท่านตรง ๆ ในทันที (เพราะผมก็ยังไม่แน่ใจนั่นเอง) แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมได้มีโอกาสศึกษาธรรมจากหลวงพ่อ ฯ และยังได้พบเห็นสิ่งแปลก ๆ ที่น่าอัศจรรย์ของหลวงพ่อ ฯ และเมื่อสังเกตว่าท่านมีเวลาว่างพอ ผมจึงได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อ ฯ ที่ผมได้ประสบพบมาให้ท่านฟัง ซึ่งท่านก็ฟังเรื่องที่ผมเล่าอย่างสนใจ แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปจากผมว่า จริงหรือไม่จริง

    ส่วนผมเองนั้นก็ไม่ทราบว่าท่านเชื่อหรือไม่เชื่อ (บุคคลในระดับนี้นั้น เด็กระดับผมชักจูงท่านไม่ได้หรอกครับ) เพราะภูมิปัญญาและความรู้ตลอดจนประสบการณ์ของท่าน สูงกว่าผมมากมายนัก

    เวลาล่วงเลยไปอีกระยะหนึ่ง ผมจึงได้ทราบว่า ท่านนั้นมีความเคารพเชื่อถือใน “หลวงปู่พล” เป็นอย่างยิ่ง สาเหตุนั้นมีอยู่ กล่าวคือ ท่าน พล.อ.ท. ลิขิต สุวรรณทัต (ยศ น.ท. สมัยนั้น) ญาติของท่านและภรรยา ได้ไปฝึกวิปัสสนากรรมฐานกับ “หลวงปู่พล” อยู่เสมอ ๆ

    สมัยนั้นทราบว่า หลวงปู่พล ฯ ท่านมักจะมาสอนกรรมฐานอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งแถว ๆ บางแค ท่านลิขิต ฯ กับภริยาก็มักจะหาโอกาสไปฝึกเสมอ และได้นำบุตรชายของท่าน ๒ คนติดตามไปด้วย คือ คุณจักร ฯ กับ คุณศาสน์ ฯ ซึ่งเมื่อท่านบิดามารดากำลังฝึกกรรมฐาน คุณจักร ฯ กับ คุณศาสน์ ฯ ก็เล่นกันอยู่ข้างนอกตามประสาเด็ก

    ครั้นเล่นจนเหนื่อยอ่อนจึงมานั่งคอยบิดามารดา และได้ยินการสอนของ หลวงปู่พล ฯ ไปด้วยโดยบังเอิญ และก็ตามประสาเด็กอีกนั่นแหละ คุณจักร ฯ กับ คุณศาสน์ ฯ ก็ชวนกันเล่นนั่งสมาธิเลียนแบบผู้ใหญ่ตามที่ได้ยินคำสอนของ หลวงปู่พล ฯ นั้น

    ปรากฏว่า ทั้ง คุณจักร ฯ และ คุณศาสน์ ฯ นั้น พอจิตเป็นสมาธิก็ได้ทิพจักขุญาณทันที สามารถเห็นเทวดา เห็นพรหม เห็นพระ และไม่ใช่เพียงแต่เห็นอย่างเดียว ยังสามารถติดต่อพูดคุยด้วยได้อีก สิ่งของต่าง ๆ ที่บ้านใคร คุณจักร ฯ และ คุณศาสน์ ฯ บอกได้หมดว่าอะไรวางอยู่ตรงไหน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยไปที่บ้านนั้นมาก่อน

    แม้สิ่งของบางอย่างที่เจ้าของลืมไปแล้วว่าสิ่งของในกล่องที่เก็บเอาไว้นั้นเป็นอะไร ก็สามารถบอกได้เลยว่าสิ่งของนั้นเป็นอะไร ทีนี้ท่าน พล.อ. ทวนทอง ฯ ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณตาท่านก็สนุกใหญ่ ท่านพา คุณจักร ฯ กับคุณศาสน์ ฯ ไปที่บ้านของท่าน พาไปที่ห้องเก็บของ แม่จ้าวโวย...สัพเพเหระ สิ่งของกองเป็นพะเนินอยู่ในห้อง อยู่ในกล่องก็มี ห่อเอาไว้ก็มี ขี้ฝุ่นหนาปึ้ก

    ท่านเจ้าของเองก็ลืมไปหมดแล้วว่า ภายในมีอะไรบ้าง แล้วคุณตาก็ถามคุณหลานว่าห่อนั้นห่อนี้มีอะไร คุณหลานก็บอก ซึ่งเมื่อแก้กล่องหรือห่อออกมาพิสูจน์ดู ก็ตรงตามที่คุณหลานบอกเอาไว้ไม่มีผิดพลาด คุณตากับคุณหลานก็มักจะเล่นทายสิ่งของที่หมกเอาไว้จนคุณตาลืมอยู่เป็นประจำ จนคุณหลานสุดแสนจะเบื่อหน่าย แต่คุณตาไม่เบื่อเลย (สมัยนั้น คุณจักร ฯ กับคุณศาสน์ ฯ อายุราว ๆ ๔-๕ ขวบ)
    คุณตาอยากเล่นแบบนี้ด้วยทุกวัน เพราะการทายสิ่งของดังกล่าวนี้ คุณตาสามารถท้าพิสูจน์กับใครก็ได้ว่าคุณหลานเห็นจริง ๆ นอกจากนั้น เรื่องที่ตลกและขำขันก็คือ คราวหนึ่ง คุณจักร ฯ กับคุณศาสน์ ฯ นึกสนุกอยากจะรู้ใจเจ้าสุนัขที่เลี้ยงเอาไว้ขึ้นมา จึงได้ผลัดกันหลอกถามเจ้าสุนัขน้อยนั้นว่า ระหว่าง คุณจักร ฯ กับคุณศาสน์ ฯ นั้น เจ้าหมาน้อยรักใครมากกว่า

    คำตอบของเจ้าหมาน้อยทำให้ คุณจักร ฯ กับคุณศาสน์ ฯ หัวเราะลั่นจนงอหาย ชอบอกชอบใจว่าสุนัขนั้นตอบถูกใจ แต่ก็ทำเอาคุณพ่อคุณแม่ตกอกตกใจคิดว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้มาสอบถาม และจึงพลอยได้รู้เรื่องนี้ไปด้วย

    ทั้งนี้ไม่ว่าใคร พอได้ทราบว่าเจ้าหมาน้อยตอบ คุณจักร ฯ กับคุณศาสน์ ฯ ว่าอย่างไรแล้ว ต่างก็หัวร่อกันงอหายเช่นเดียวกับ คุณจักร ฯ กับคุณศาสน์ ฯ ไปตาม ๆ กัน เพราะสำหรับสุนัขแล้ว คำตอบนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าสุนัขน้อยตัวนี้ นอกจากจะฉลาดแล้วยังมีปฎิภาณไหวพริบและ IQ ไม่เบา
    อยากรู้ไหมว่าเจ้าสุนัขตอบ คุณจักร ฯ กับคุณศาสน์ ฯ ว่าอย่างไร มันตอบว่า “รักเท่ากัน”
    ผมยังจำได้ดีในขณะที่ได้ฟังเรื่องนี้จากท่าน พล.อ. ทวนทอง ฯ ท่านจะเล่าไปหัวเราะไปขบขันขนาดน้ำหูน้ำตาไหล ท่านว่า “แหม...ไอ้หมาตัวนี้มันฉะหลาด (ฉลาด)” แล้วก็หัวร่อต่อจนงอหงาย..!

    "หลวงปู่พล ธัมมปาโล" วัดหนองคณฑี จ.สระบุรี
    "ปรมาจารย์" ด้านวิปัสสนาธุระ" พระผู้ปฏิบัติดี
    ปฏิบัติชอบ รักสงบ แต่มากด้วยเรื่องราวของอิทธิปาฏิหาริย์ ที่เกิดขึ้นกับบรรดาลูกศิษย์มากมาย

    ประการแรก เรื่องราวของลูกศิษย์ท่านหนึ่งซึ่งชอบเหน็บธนบัตรเอาไว้ในหนังสือ ครั้นต้องการจะหาเงินก็ไม่สามารถหาให้เจอได้สำเร็จ จึงนำความมาแจ้งแก่หลวงปู่พลฯ เพื่อขอความช่วยเหลือ หลวงปู่พลท่านหลับตาครู่หนึ่งและบอกกับลูกศิษย์ว่า "เงินยังอยู่ที่เดิม. . .แต่เราจะขยับให้" หลังจากนั้นลูกศิษย์จึงกลับไปที่บ้านอีกครั้งและพบว่า มีเงิน ยื่นออกมาจากหนังสือ แบบที่หลวงปู่ท่าน บอกกล่าวมาอย่างน่าอัศจรรย์

    ประการที่สอง มีหญิงชราท่านหนึ่งป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่แพทย์ลงความเห็นว่า สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน ๗ วันเท่านั้น ทางครอบครัวได้แต่ทำใจและเริ่มเตรียมงานศพ. . .ปรากฏว่าหลวงปู่พล ท่านทำยาส่งให้หญิงชราท่านนี้ ๑ แก้วและถามรายละเอียดว่าอยู่โรงพยาบาลไหน ห้องอะไร คืนนี้ท่านจะนั่งสมาธิไปรักษาให้ ปรากฏว่าวันต่อมาหญิงชราท่านนี้ ลุกขึ้นมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสมบูรณ์ต่อไปอีกถึง ๓ ปีก่อนจะเสียชีวิตโดยไม่ต้องการการรักษาใดๆ

    ประการที่สาม หลวงปู่เสกทราย ไล่แมลงที่มากัดกินพืชตามไร่นา มีลูกศิษย์มาเรียนหลวงปู่ว่าพืชไร่ที่ปลูกไว้โดนแมลงต่างๆ เข้ามาทำลายทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชผล หลวงปู่พล จึงให้นำทรายมา แล้วท่านเสกให้ชาวบ้านเอาไปโรยตามไร่นา ปรากฏว่าแมลงต่างๆ หายไปหมด
    หลังจากนั้นจึงมีคนขนทรายมาเป็นคันรถ ให้หลวงปู่เสก เพื่อนำไปโรยตามไร่นา

    หลวงปู่พล ธัมมปาโล ท่านมรณะภาพ
    22 / พ.ย./ 2534 ( 92ปี )

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญรุ่น ๒ ปี ๒๕๑๗
    หลวงปู่พล วัดหนองคณฑี

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260423_214037.jpg IMG_20260423_214105.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 เมษายน 2026
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1777042223079.jpg 1777042240601.jpg

    อภินิหาร
    กำนันสุรชาติ ชำนาญศิลป์ ส.ส.อุดรธานีเล่าว่า เคยถูก ผกค. กลุ่มหนึ่งจากภูซาง ใกล้อำเภอน้ำโสม จับตัวไปเรียกค่าไถ่ ตอนกลางคืนผกค.หลับยาม ก็พยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากเชือกที่พันธนาการตนเอง แต่ก็ดิ้นไม่หลุด จนเหนื่อยและอยากจะหลับ ก่อนหลับได้อธิษฐานขอบารมีหลวงปู่เครื่องให้ช่วย จนกระทั่งในที่สุดก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

    จากปู่มั่น ถึงสำเร็จลุน
    ภิกษุ 6 แผ่นดิน
    หลวงปู่เครื่อง ธมฺมจาโร
    วัดเทพสิงหาร ต.นายูง อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี

    โดย…อำพล เจน
    ตอนที่ ๒

    ท่องไพรฉบับธุดงค์
    สำเร็จลุนไม่ประสงค์ให้หลวงปู่เครื่องยึดติดอยู่กับครูบาอาจารย์ ชะเนาะขันเกลียวระหว่างศิษย์กับอาจารย์ก็คลาย อิสรภาพของศิษย์ก็อุบัติขึ้น แต่ความโดดเดี่ยวอ้างว้างกลับเข้ามาครอบงำแทน แม้คำแนะนำเชิงคำสั่งให้หลวงปู่เครื่องไปหาพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล จะยังก้องในหู ทว่าเสียงเพรียกแห่งป่าดงพงพียังร่ำเรียกให้ท่านก้าวเข้าไปหา สมบัติอันล้ำค่าของนักปฏิบัติรอท่านค้นเอาอยู่ในนั้น

    ยังก่อนพระอาจารย์เสาร์
    ต้องป่าวิเวกเป็นปัจจุบันเท่านั้น
    เมื่อออกจากพระอาจารย์สำเร็จลุนแล้ว ท่านได้วิเวกไปทางแขวงวังเวียง(ชื่อแขวงอาจผิดเพราะว่าแขวงวังเวียงไม่มีหรือจะมีก็ไม่ทราบ – อำพล เจน)ที่ยังคงขึ้นอยู่กับจำปาศักดิ์ พื้นที่ทั้งหลายเป็นป่าดงดิบ ห้อมล้อมหนาแน่นและกว้างไกล จนเป็นเหตุให้ท่านต้องวนเวียนอยู่ในป่าแถบนั้นเป็นเวลานานถึง 2 ปี เหมือนว่าหลงป่า และมีป่าเป็นที่เลี้ยงชีพ มีผลไม้ป่าบรรเทาความหิวและเติมกำลังให้เดินหน้าไปได้ไม่จอดสนิทกับที่
    ข้อเท็จจริงของป่าเมืองลาวนั้น ถ้าผู้ไม่รู้จักคุ้นเคยกับเส้นทางที่ทอดแทรกไปป่าที่เชื่อมหมู่บ้านหรือ เมืองทั้งเมืองเอาไว้ สภาวะของคนหลงป่าย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย
    คำพูดที่ว่า “ป่าดงดิบ” มันเป็นคำพูดที่ง่ายเกินไป แต่ความเป็นจริงแล้วมันยิ่งใหญ่เกินประมาณ อย่างเช่นพื้นที่ป่าเขาแถบริมโขงด้านโขงเจียม หรือศรีเมืองใหม่ ถ้าเดินออกไปไม่ถูกทิศ บอกได้ว่าทั้งเดือนหรือทั้ง 3 เดือน คุณจะไม่มีวันพบบ้านเรือนผู้คนเลย
    ป่าดงดิบก็ดูจะเบาไปหน่อยเมื่อเปรียบกับน้ำหนักป่าเมืองลาวที่แท้จริง

    บ้านชาวไทยเขินกับผีเฮี้ยน
    ในวันหนึ่งในระหว่าง 2 ปี ที่ท่านวนเวียนในป่าแขวงวังเวียง ท่านเดินเท้าถึงภูพระมอม ซึ่งที่นั่นมีหมู่บ้านป่าซุกตัวอยู่แห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านของพวกไทยเขิน หมู่บ้านใหญ่พอสมควร ถึงกับมีวัดสวยงามเก่าแก่อยู่ประจำด้วย พวกชาวบ้านได้นิมนต์หลวงปู่เครื่องอยู่จำพรรษา ซึ่งท่านก็รับ เนื่องจากว่าแม้เป็นวัดงดงามเก่าแก่ แต่กลับไม่มีพระเณรอยู่ประจำแต่อย่างใด
    ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
    ไม่มีกุลบุตรใดในหมู่บ้านนี้มีศรัทธาหรืออย่างไร
    ไม่มีชาวบ้านคนไหนเอาใจใส่บำรุงพระเณรให้อยู่ได้รึ
    คำตอบคือไม่ใช่
    จิตหรือใจหรืออะไรที่นึกรู้ได้นั้น บอกหลวงปู่ว่านี่คือวัดเฮี้ยนที่เอาเป็นเอาตายแก่พระเณรที่มาอยู่อาศัยจน กระทั่งอยู่ไม่ได้ หรือพากันตายไปเอง
    ที่นึกรู้ก็เป็นว่านึกรู้ได้ถูกต้อง เมื่อชาวบ้านสารภาพว่า ที่นี่ได้มีผีดิบอาละวาดมาเนิ่นนานแล้ว
    4 เดือนที่ผ่านมา มีคนตายเพราะผีดิบ 40 คน
    ผีดิบไม่ใช่ผีสุก
    ผีสุกคือผีที่ถูกเผา ผีดิบคือผีที่ฝังดิน ไม่ใช่ผีอย่างท่านเคาน์แดร็กคิวล่าหรอกครับ

    คาถาปราบ
    หลวงปู่เล่าว่าระหว่างพำนักที่วัดแห่งนั้น ท่านเจริญพระคาถาขันธปริตรจนได้ผลดี ผีเฮี้ยนหรืออะไรที่ทำให้คนตายไม่มีสาเหตุก็จางหาย ความร่มเย็นเป็นสุขก็คืนกลับมาสู่หมู่บ้านและวัดแห่งนั้นอีกครั้งหนึ่ง

    หนีพระอาจารย์เสาร์ไม่พ้น
    ออกพรรษาแล้วท่านก็ออกจากป่าที่เรียกว่าหลงอยู่ 2 ปีได้สำเร็จ ท่านสามารถจับทิศทางการเดินธุดงค์ได้โดยไม่สะเปะสะปะอย่างเก่า และคราวนี้ท่านเดินขึ้นเหนือมุ่งสู่เวียงจันทน์
    “ขึ้นเวียงจันทน์ก็มีโอกาสได้พบพระธุดงค์จากเมืองไทยหลายท่าน และหนึ่งในจำนวนพระไทยที่ได้พบก็คือพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล”
    น่าเสียดายที่ไม่มีรายละเอียดของการอยู่กับพระอาจารย์เสาร์
    แต่เมื่อแยกจากพระอาจารย์เสาร์แล้ว ชีวิตธุดงค์ของหลวงปู่ก็ดำเนินต่อไป

    30 ปีในเมืองลาว
    หลวงปู่เครื่องแทบจะเป็นพระลาวไปแล้ว เมื่อรวมยอดเวลาทั้งหมดที่ท่านโคจรอยู่ในแผ่นดินลาวนับได้ 30 ปี ถ้าไม่มีสงครามอินโดจีน ท่านคงจะอยู่ที่นั่นนานกว่านี้ ระหว่างสงครามท่านเดินทางกลับประเทศไทย ขณะนั้นอายุของท่านปาเข้าไปถึง 60 ปีแล้ว และได้ใช้ชีวิตธุดงค์ต่อไปในประเทศไทย เดินออกไปทั่วภาคอีสาน ล่องลงจนถึงกรุงเทพฯ ตลอดเวลาที่สงครามดำเนินอยู่ จนกระทั่งสงครามสงบ แผ่นดินลาวก็กวักมือเรียกท่านให้เดินเข้าไปหาอีกครั้ง

    ภูเงี้ยว
    กลับเข้าเมืองลาวครั้งนี้ท่านขึ้นภูเงี้ยว ท่านเล่าว่าสัณฐานของภูเงี้ยวเป็นภูเขาสูงชัน ทรงสี่เหลี่ยม มีถ้ำมากมาย และมีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมหาศาล แต่แปลกที่ไม่มีกลิ่นของขี้ค้างคาวปรากฏเลย

    หมู่บ้านประหลาด
    ที่เหลือเชื่อยิ่งขึ้นคือท่านพบหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่เชิงภูเงี้ยว มีครอบครัวชาวบ้านอยู่รวมกันราว 10 หลังคาเรือน คนทั้งหมดไม่ว่าหญิงชาย เด็กหรือคนหนุ่มสาว หรือคนชราล้วนตาบอดกันหมด
    แม้บอดตาแต่ไม่บอดใจ พวกเขาทราบว่าท่านเป็นพระธุดงค์ ก็พากันดีใจ ขอนิมนต์ท่านเทศนาโปรดเป็นการใหญ่ อิ่มเอิบทั่วกันในกลางป่าแห่งนั้น
    “หลวงปู่ถามไถ่สาเหตุที่พวกเขาตาบอด ก็ได้ความว่าเมื่อก่อนต่างมีอาชีพฆ่าสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์อยู่ในเมือง ต่อมาเกิดโรคระบาด เป็นตาแดงกันทั้งหมด รักษาไม่หาย จนกระทั่งตามองไม่เห็น”
    เมื่อตาบอดแล้วก็เป็นปัญหาในการอยู่ร่วมกับสังคม ทางการลาวจึงจัดที่อยู่ให้ และฝึกสอนอาชีพจักสานและงานฝีมือให้ได้ทำอยู่ที่นั่นเป็นที่เวทนาแก่หลวงปู่ ยิ่ง

    กลับวัดเทพสิงหาร
    หลวงปู่เครื่องใช้ชีวิตในเมืองลาวคราวนี้นานถึง 10 ปี จนกระทั่งอายุได้ 73 ปี จึงเดินทางกลับเมืองไทยสู่บ้านเกิด บ้านนายูง เข้าสู่วัดเทพสิงหารอีกครั้ง และอยู่อย่างมั่นคงที่นี่ไม่หนีไปไหนอีก อยู่เป็นหลักชัยแห่งการประพฤติปฏิบัติให้ชาวพุทธแถบนั้นยึดเหนี่ยวเป็น ตัวอย่างสืบไป

    ปู่เครื่องกับปู่แหวน
    หลวงปู่เครื่องกับหลวงปู่แหวนแห่งดอยแม่ปั๋ง ทั้งสองท่านรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เคยพบกันและเคยพำนักด้วยกันแต่ครั้งต่างยังโคจรอยู่ในแผ่นดินลาว และเมื่อพรากจากกันแต่คราวนั้นก็ไม่ได้พบกันอีกจนกระทั่งวันที่ 23 ก.พ. 2520 เวลาบ่ายโมงตรง คณะของหลวงปู่เครื่องก็ได้เดินทางขึ้นดอยแม่ปั๋ง ทำให้การพบกันครั้งนี้มีความหมายและความน่ารักน่าอบอุ่นปรากฏขึ้นอีก
    บทสนทนาต่อจากนี้ถอดออกจากเทปบันทึกเสียง มีหลายท่านได้ฟังและได้อ่านมักกล่าวแสดงความชื่นชมว่าน่ารักมาก สำหรับภิกษุชรา 2 ท่าน ได้ฟื้นความหลังกัน

    หลวงปู่เครื่อง-หลวงปู่แหวน
    1. “อายุเท่าใดแล้ว อายุล่วงไปกี่ปี”
    2. “ร้อยกว่า”
    1. “ร้อยเท่าใด”
    2. “ร้อยเก้า”
    1. “ร้อยเก้าหรือ”
    2. “จะร้อยสิบเต็มในวันที่ 11 พฤษภาคมที่จะถึงนี้”
    1. “สาธุ มาคนเดียวก้อ หูยังยินก้อ ตายังดีอยู่เนาะ”
    2. “หูยังดี ตายังดีอยู่”
    1. “อันนี้ตาเทียม ตาจริงมัวหมดแล้ว” ปู่แหวนชี้ที่แว่นตาของท่านเอง
    2. “มาจำพรรษาที่นี่นานหรือยัง”
    1. “ได้สิบสี่ปี สิบห้าปีแล้วเน้อ”
    อาจารย์หนูกล่าวย้ำ “มาอยู่ที่นี่ได้สิบห้าปีแล้ว”

    พระราชสิทธาจารย์ “หลวงปู่แหวนนี่อยู่มาหลายที่ เมื่อก่อนอยุ่บ้านเต่าเห่โน่น หลวงปู่แหวนเป็นพระลูกวัด ส่วนอาจารย์หนูเป็นเจ้าอาวาส”
    อาจารย์หนู “ทหารเขาเอาคนหนุ่มมาเป็น คนแก่ไม่เอา”

    2. “คนแก่เป็นทหารไม่ได้นะ”
    1. “จำเป็นต้องเป็นเจ้าปู่เจ้าตาต่อไป” และกล่าวต่อไปอีกว่า “ปู่หม่อน ปู่หม่อน” (หมายถึงปู่ทวด)
    1. “แต่เดิมอยู่บ้านใดก้อ”
    2. “บ้านนายูง”
    1. “บ้านผือ บ้านนายูงนี้ก้อ”
    2. “ใช่แล้ว”
    1. “บ้านนายูง บ้านน้ำซึม เคยไป”
    หลวงปู่เครื่องเอะอะว่า “นึกว่าใคร จำได้แล้ว”
    1. “มีบ้านนาหมี นายูง นาต้องเน้อ แต่เดิมเป็นป่ามืดน้อ”
    2. “จำได้อยู่ เคยไปอยู่ร่วมกัน แต่มันนานมาแล้ว”
    1. “เมื่อปี 2461 อยู่จำพรรษาบ้านคำต้องเน้อ สมัยนั้นเป็นป่าดง คนไปฆ่าสัตว์กันมาก เดี๋ยวนี้จึงมาเกิดเป็นคนเต็มบ้านเต็มเมือง”
    2. “ขอนั่งตามสบายนะ”
    1. “เอ้า, นั่งตามสบาย เหยียดแข้ง เหยียดขาให้สบายเน้อ”
    2. “ไม่ไปเยี่ยมบ้านบ้างหรือ”
    1. “ไปเยี่ยมแต่ปี 2461 บรรดาญาติโยมมาตามเอาที่บ้านนาหมีนายูง ไปอยู่สามวันมีคนมาเยี่ยมเจ็ดแปดสิบหมู่บ้านจึงอยู่ต่อไปอีก ถึงเดือน 7 ขึ้น 3 ค่ำ ขอลาศรัทธาญาติโยมทุกๆ คนเน้อ ลาครั้งนี้ไม่มีกำหนดเน้อ” หลวงปู่แหวนกล่าวต่อไปอีกว่า “ตั้งแต่นั้นมาไม่ได้ไปอีกเลย”
    พระราชสิทธาจารย์ “มีลูกหลานมาเยี่ยมบ้างไหม”
    1. “มีเหมือนกันแต่จำเขาบ่ได้” แล้วหันมาถามหลวงปู่เครื่องว่า “เคยไปเรียนหนังสือกับอาจารย์หงษ์ อาจารย์สิวที่บ้านลาเขาใหญ่ อุบลฯ บ้างหรือไม่”
    2. “เคยไปอยู่สี่ห้าปี”
    1. เมื่อแต่ก่อนเคยไปเหมือนกัน ครูบาอาจารย์เอาหนังสือไส่หลังช้างมามากเน้อ”

    พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยม
    เดือนพฤศจิกายน 2519 พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมพสกนิกรที่บ้านน้ำทรง ต.นางัว อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี หลวงปู่เครื่องได้เข้าเฝ้ารับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวและกราบบังคมทูลความประสงค์จะก่อสร้างพระอุโบสถวัดเทพสิงหาร พระเจ้าอยู่หัวทรางพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ถวายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 28,000 บาท เป็นทุนเริ่มต้นในการก่อสร้างพระอุโบสถบรรดาข้าราชบริพารร่วมกันถวายเพิ่ม เติมอีก 35,000 บาท
    ภายหลังพระอุโบสถสร้างสำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร.” ไว้ประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถด้วย

    อภินิหาร
    กำนันสุรชาติ ชำนาญศิลป์ ส.ส.อุดรธานีเล่าว่า เคยถูก ผกค. กลุ่มหนึ่งจากภูซาง ใกล้อำเภอน้ำโสม จับตัวไปเรียกค่าไถ่ ตอนกลางคืนผกค.หลับยาม ก็พยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากเชือกที่พันธนาการตนเอง แต่ก็ดิ้นไม่หลุด จนเหนื่อยและอยากจะหลับ ก่อนหลับได้อธิษฐานขอบารมีหลวงปู่เครื่องให้ช่วย จนกระทั่งในที่สุดก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

    พอลืมตาตื่นในวันรุ่งขึ้นเชือกที่พันธนาการหลุดออกหมด
    ผกค.หายตัวไปหมด
    ไม่ทราบว่าใครมาช่วยหรือผกค. เกิดเปลี่ยนใจอย่างไร
    พอลงจากภูซางได้ก็รีบบึ่งไปกราบหลวงปู่เครื่องและถวายตัวเป็นศิษย์แต่นั้นมา

    มรณภาพ
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2523 หลวงปู่เครื่องได้มรณภาพลง ในขณะมีอายุได้ 112 ปี
    ปัจจุบันอัฐิธาตุของท่านประดิษฐานอยู่ที่วัดเทพสิงหาร ศิษย์หรือใครก็ตามสามารถไปนมัสการได้ทุกวัน…

    (ข้อมูลจากนิตยสารศักดิ์สิทธิ์) พิมพ์โดย …. คนเฝ้าสวน

    ที่มา เว็บอำพลเจนดอทคอม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญหล่อรุ่นพิเศษหลังภปรหลวงปู่เครื่อง ปี ๒๕๒๑

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260424_214348.jpg IMG_20260424_214414.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    2015-04-04_130115.jpg

    ประสบการณ์ของ "พระพุทธมหาปัฐวีธาตุ"

    เรื่องที่ ๑
    เด็กนักเรียนถูกแทjไม่เข้า
    เด็กนักเรียนคนนี้เป็นลูกชายของพี่อู๊ด และพี่อู๊ดก็เป็นพี่ชายของอาจารย์อ๊อด (รังสรรค์ ธนะรัชต์)

    เรื่อง มีอยู่ว่า พี่อู๊ดได้บูชาพระเครื่องของหลวงปู่คำพันธ์มาองค์หนึ่งได้เลี่ยมให้ลูกชาย แขวนคอจนประสบอุบัติเหตุถูกแทjไม่เข้าในวันหนึ่ง คือลูกชายพี่อู๊ดเพิ่งเลิกโรงเรียน กำลังเดินเข้ากลุ่มพรรคพวกกลับบ้านก็เป็นอันได้ประจันหน้ากับกลุ่มนักเรียน โรงเรียนคู่อริ จึงตีกัน ลูกชายพี่อู๊ดรูปร่างอ้วนใหญ่ หนีไม่ทัน ถูกแทjที่ท้องล้มลง คนแทjก็ทิ้งมีdไว้ด้วย ไม่เอากลับคืน แทงแล้วก็แตกฮือวิ่งหนีไปลูกชายพี่อู๊ดจุกแอ่ก พูดไม่ออก ในขณะที่เสื้อขาดเป็นรอยมีดจิ้มที่พุง และมีdก็พับงอตกอยู่ข้างๆอย่างน่าอัศจรรย์ รอดตายมาได้โดยปาฏิหาริย์ลูกชายพี่อู๊ดแขวพระพุทธปฐวีธาตุห้าเหลี่ยมอยู่เพียงองค์เดียว

    อภินิหารของพระพิมพ์นี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องย้ำว่าได้ยินมาจากปากหลวงปู่เอง ในขณะที่ท่านอารมณ์ดี และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นหลายปีดีดักแล้ว

    ท่านเล่าว่า “มีครูสตรีคนหนึ่ง บ้านอยู่กรุงเทพฯ มาสอนหนังสือที่นครพนม วันหนึ่งจะเดินทางกลับบ้าน ที่กรุงเทพฯ ได้เอาเงินเดือนที่เพิ่งรับมาใส่ไว้ในกระเป๋าแล้วถือขึ้นรถบัสไป ระหว่างทางโจรก็แสดงตัวลุกขึ้นทำการปล้นอยู่บนรถโดยสาร ปล้นเรียงตัวมาเรื่อยๆ ครูสตรีก็ตกใจ ถอดทั้งแหวน

    ทั้งกำไล ทั้งนาฬิกา ทั้งสร้อยคอ ทั้งพระพุทธมหาปฐวีธาตุ ใส่รวมไว้ในกระเป๋าถือ เมื่อโจรมาถึงก็เปิดกระเป่าเอามือควานลงไปหาทรัพย์สิน ควานแล้วก็ถอนมือเปล่ากลับออกมาโดยไม่ได้เอาอะไรเลย โจรก็ดีนะยังรูดซิบปิดกระเป๋าให้ด้วย พอปล้นจนพอใจคือครบทุกคนแล้วก็ยังสงสัย

    กลับย้อนมาที่ครูสตรีคนนี้อีก เปิดกระเป๋าอีกรอบหนึ่งล้วงมือลงไปค้นหาของ แล้วก็ไม่ได้อะไร และรูดซิปปิดกระเป๋าให้อีก” หลวงปู่ยิ้ม อารมณ์ดี เวลาเล่าเรื่องก็ทำมือประกอบไปด้วย “มันแปลกดีนะที่โจรไม่เอาอะไรไปเลย ทั้งที่ทรัพย์สินทุกอย่างก็อยู่ในนั้น

    ประวัติ
    หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ
    วัดธาตุมหาชัย ต.ปลาปาก จ.นคพนม
    พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย
    บ้านมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม “ เทพเจ้าลุ่มน้ำโขง” ผู้เรืองธรรม มีปฐวีกสิณเป็นเอก
    เล่นแร่แปรธาตุจนดังสนั่น ชื่อเสียงเลื่องลือ ๒ คาบฝั่งโขง เป็นสมัญญานามที่ผู้คนต่างรู้จักดี

    ท่านมีนามเดิมว่า คำพันธ์ ศรีสุวงค์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ตรงกับวันจันทร์
    ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๒ ปีเถาะ ณ บ้านหมู่ที่ ๔ ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม
    โยมบิดาชื่อ นาย เคน ศรีสุวงค์ โยมมารดาชื่อ นางล้อม ศรีสุวงค์ เป็นบุตรคนโต
    มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน ๒ คน คือ
    ( ๑) พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร ( คำพันธ์ ศรีสุวงค์)
    ( ๒) นาย พวง ศรีสุวงค์
    นอกจากนี้ท่านยังมีน้องร่วมมารดาแต่ต่างบิดาอีก ๔ คน คือ
    นางสด วงษ์ผาบุตร ด.ช.บด แสนสุภา ด.ญ.สวย แสนสุภา และนางกดชา เสนาช่วย
    วัยเด็กเป็นคนขยันขันแข็ง ช่วยโยมบิดา-มารดาทำนา อุปนิสัยเป็นคนเรียบง่าย
    เรียบร้อย พูดน้อย จบการศึกษาภาคบังคับ ป. ๔ จากโรงเรียนบ้านโพนคู่ ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นครพนม

    ๏ การบรรพชาและอุปสมบท

    วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕ (อายุ ๑๗ ปี) ได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร
    ณ วัดศรีบุญเรือง บ้านหนองหอย ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีพระอาจารย์เชื่อม เป็นพระอุปัชฌาย์
    หลังจากบรรพชาแล้ว ก็ได้ศึกษาอักษรธรรม และหนังสือสูตรคามแบบโบราณ
    ในขณะเดียวกันก็ได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฎฐานควบคู่ไปด้วย

    หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรได้ ๓ พรรษา ก็ออกเดินธุดงค์ทรงกรดไปที่จังหวัดเลย
    พร้อมกับพระภิกษุ ๒ รูป คือ พระภิกษุบุญ และพระภิกษุวัน ก่อนหน้าที่จะได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานนั้น
    เคยได้รับความรู้เรื่องกัมมัฏฐานมาจาก ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล
    ซึ่งท่านไปอบรมสั่งสอนประชาชนที่วัดโพนเมือง จ.อุบลราชธานี

    ท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้แนวทางในการปฏิบัติกรรมฐานไว้ว่า “ ให้กำหนดลมหายใจเข้า-ออก”
    และได้ให้ข้อคิดต่อไปอีกว่า “ ร่างกายของคนเรานั้นเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มันทำงานอยู่ตลอดเวลา
    ลมหายใจเข้า-ออกนั้น มีความสำคัญมาก ถ้าลมไม่ทำงานคนเราจะตายทันที ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดลมหายใจ”

    นอกจากนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ยังได้ย้ำอีกว่า “ ให้คนเราตีกลองคือขันธ์ ๕ ให้แตก”
    ซึ่งก็หมายความว่า ท่านให้ทำความเข้าใจขันธ์ ๕ ให้จงดี ให้เข้าใจตามสภาพที่เป็นจริง

    หลวงปู่ได้ศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์เสาร์ประมาณ ๑ ปี
    และได้ยึดแนวทางของท่านเป็นแนวทางในการปฏิบัติเรื่อยมา นับแต่นั้นต่อมาก็ได้ไปศึกษา
    และปฏิบัติธรรมร่วมกับ อาจารย์ครุฑ ซึ่งเป็นพระขาว (ปะขาว) และได้รับความรู้ในเรื่องการ
    ปฏิบัติธรรมจากท่านอาจารย์ครุฑนี้เพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นหลวงปู่คำพันธ์
    ก็ได้นำเอาแนวทางการปฏิบัติของอาจารย์ทั้ง ๒ มาเป็นแนวทางปฏิบัติกัมมัฎฐาน

    หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดเลย เป็นเวลา ๑ พรรษา หลังจากนั้นได้เดินธุดงค์
    ไปยังจังหวัดเชียงราย ประมาณ ๓-๔ เดือน ต่อมาได้รับข่าวโยมบิดาได้เสียชีวิตลง
    หลวงปู่จึงได้เดินทางกลับมาทำบุญงานศพบิดาและมาอยู่จำพรรษาที่บ้านเดิม คืออำเภอนาแก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพิมพ์พระพุทธมหาปถวีธาตุหลังหลวงปู่คำพันธ์เนื้อทองแดง ไม่ใช่รุ่นที่ มีประสบการณ์ แค่นำ มายกตัวอย่าง ถึงพุทธานุภาพของวัตถุมงคลหลวงปู่คำพันธ์

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260424_161720.jpg IMG_20260424_161756.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    _6_905.jpg

    บารมีของหลวงปู่ทิม

    จาก...หนังสือที่ระลึกฉลองหอฉัน และฉลองอายุครบ ๘ รอบ
    พระครูภาวนาภิรัต (ทิม) วัดละหารไร่ ระยอง ๑๐ มิ.ย. ๑๘
    จากบันทึกของนายสาย แก้วสว่าง อดีตไวยาวัจกรวัดละหารไร่

    บิณฑบาตที่ จ.ชลบุรี

    มีผู้ชายคนหนึ่งอยู่ที่ จ.ชลบุรี อ.บางละมุง ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้
    ได้มาเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อวานนี้ผมเห็นหลวงปู่ทิม ไปบิณฑบาตอยู่ที่เมืองชล
    ผมจำได้เขาบอกว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เพราะจำหลวงปู่ทิมได้
    ผมก็ได้แต่นึกและก็ไม่กล้าตอบ แต่นึกว่าหลวงปู่ของเราจะเป็นไปได้หรือ
    ผมจึงเก็บเอาเนื้อความนี้ไว้แต่ในใจและก็คุยกันเรื่องอื่นต่อไป
    อยู่มาประมาณอีกสัก ๑๐ กว่าวัน ก็มีคนเมืองชลมาเล่าให้ผมฟังอีก
    ก็เหมือนกับที่คนแรกเล่าให้ผมฟังทุกประการ
    ผมจึงลองถามหลวงตาที่เป็นขรัวรองอยู่ที่วัดดู และเล่าเรื่องราวให้ท่านฟัง
    ท่านตอบว่า อาตมาก็ไม่ทราบและไม่ได้สังเกตเพราะฉันจังหันต่างกัน
    แต่ก็ปรากฏว่ามีอาหารแปลกปะปนอยู่เสมอ
    แต่ก็อาจจะเป็นความจริงเพราะท่านเป็นพระที่สำเร็จญาณชั้นสูงอยู่แล้ว

    ยิjไม่ถูก

    มีชาวบ้านหนองละลอกคนหนึ่งชื่อ นายธง สุขเทศ
    หรือชาวบ้านละแวกนั้นมักเรียกว่า ปลัดธง บ้านอยู่ไม่ห่างจากบ้านผมเท่าไรนัก
    หลังจากที่ผมกลับจากทำงาน ก็อาบน้ำ จวนจะทานอาหารเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม
    ปลัดผู้นี้ก็เริ่มจะทานอาหารเหมือนกัน หยิบจานอาหารมาวางและมีลูกสาวอยู่ใกล้ๆ
    ผมก็กำลังทานอาหารอยู่ที่บ้าน ก็ได้ยินเสียงปืnระเบิdขึ้น ๒ จังหวะ
    ๔ นัd แล้ว ๓ นัdติดต่อกัน ปรากฏภายหลังว่า
    ผู้ยิjพาดปืnกับขอบสังกะสีรั้วบ้านระยะประมาณ ๔ เมตร
    แต่กระสุnมิได้ถูกนายธงเลย มีกระสุnไปถูกขาตั้งรถจักรยาน
    ทำให้สะเก็ดบินไปโดนเด็กลูกสาวที่ขาบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
    ทั้งนี้คงเป็นเพราะอภินิหารเหรียญหลวงปู่ทิม รุ่นแรก
    ซึ่งนายธงแขวนคออยู่เพียงเหรียญเดียว ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า
    ผู้ยิงใช้ปืnคาร์บิ้น ๒ กระบอก เพราะเก็บปลอกกระสุnได้แน่ชัด

    ยิjไม่เข้า

    มีคนเดินทางมาจากเมืองชล เล่าให้ผมฟังว่า
    เพื่อนของเขาถูกยิjตอนเวลาหลังอาหาร ด้วยปืnลูกซองถึง ๙ นัd
    เสื้อขาดทะลุถึงผิวหนังไหม้เกรียม แต่ไม่เข้า
    ทั้งนี้ก็เพราะเขาได้ปลักขิกหลวงปู่ทิมกับลูกอม มาแขวนไว้เพียงไม่กี่วัน
    และเรื่องเท่าที่ผมเห็นมาเกี่ยวกับปลักขิก ก็คือ
    หลานของผมถูกสุนัขกัดจนเสื้อกางเกงขาดเป็นริ้วรอย ถึงกับล้มลงนอนร้องไห้
    เมื่อผมวิ่งไปช่วยปรากฏว่าไม่มีรอยเขี้ยวสุนัขเลย
    เด็กคนนั้นมีแต่เพียงปลักขิกของหลวงปู่ทิมแขวนอยู่ที่เอว ๑ อันเท่านั้น

    น้ำมนต์เดือด

    เมื่อราว พ.ศ. ๒๕๑๑ ที่วัดตะพงนอก อ.เมือง จ.ระยอง
    ได้มีพิธีปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังหลวงพ่อจันทร์ เจ้าอาวาสวัดตะพงนอก
    ในพิธีนี้ได้นิมนต์เกจิอาจารย์มาหลายรูปด้วยกัน และหลวงปู่ทิมก็ได้รับนิมนต์ด้วย
    หลังจากเริ่มพิธีปลุกเสก หลวงพ่อต่างๆ ก็ได้ทำการปลุกเสก
    ในพิธีนี้ ท่านอาจารย์รัตน์ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด ได้นำโอ่งใส่น้ำมนต์มาตั้งไว้
    และนิมนต์หลวงปู่ทิมทำการปลุกเสกน้ำมนต์องค์เดียว ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
    ปรากฏว่าน้ำมนต์ที่่อยู่ในโอ่งใหญ่ครึ่งโอ่ง พอหลวงปู่ลงมือปลุกเสก น้ำได้เดือด
    และค่อยๆ ทวีความสูงขึ้นท่ามกลางความอัศจรรย์ของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก
    ปรากฏว่าหลังจากพิธีแล้วเสร็จ น้ำมนต์ได้ถูกชาวบ้านแย่งเอาไปจนหมดสิ้น

    แคล้วคลาด

    นายจำลอง แห่งร้านทวีทรัพย์ ได้ชวนนายเพียรวิทย์ จารุสถิติ
    และนายนิวัฒน์ แห่งร้านรุ่งเรืองมิตร ให้ไปหาหลวงปู่ทิมเพื่อนมัสการท่าน
    ขากลับได้บูชาเหรียญ รูปถ่าย และปลักขิก
    กลับมาได้ครึ่งทาง นายนิวัฒน์จึงชวนนายจำลองเพื่อขอลองของทั้ง ๓
    จึงได้ทำการทดลองโดยทั้ง ๓ นำเอาเครื่องรางดังกล่าวอาราธนาแล้วแขวนกิ่งต้นไม้
    นายจำลองได้ใช้ปืn .๒๒ ยิjในระยะห่างกันประมาณ ๑ คืบ ปรากฏว่ายิjไม่ถูก
    นายนิวัฒน์จึงขอยิjบ้าง จ่อยิj ปรากฏว่าไม่ถูกอีกเช่นกัน
    ทั้งคู่บอกว่าถ้าระยะนี้ยิjไม่ถูกก็ไม่ต้องใช้ปืnแล้ว เพราะทั้งคู่เป็นผู้ที่สนใจปืnอยู่แล้ว

    ถ่ายรูปหลวงปู่ไม่ติดถ้าไม่ขออนุญาต

    เมื่อคราวปลุกเสกของที่วัดพลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง
    หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปนั่งปลุกเสกด้วย
    มีช่าวภาพหนังสือพิมพ์ไปถ่ายรูปโดยไม่ขออนุญาตจากหลวงปู่ก่อน
    ปรากฏว่ากดชัตเตอร์เท่าไรๆ ชัตเตอร์ก็ไม่ทำงาน
    แต่พอนึกได้ เข้าไปขออนุญาตก็ติดและได้ภาพที่ชัดเจนดี

    เสกตะกรุดใต้น้ำ

    คุณป้าอยู่ งามศรี บ้านอยู่ใกล้ๆ วัดละหารไร่ และเป็นหลานของหลวงปู่ทิม
    ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยหลวงปู่ทิมอายุประมาณ ๖๐-๗๐ ปี
    เวลาท่านทำตะกรุด ท่านจะลงไปทำใต้น้ำ
    โดยถือตะกรุดแล้วเดินลุยน้ำลงไปจากศาลาหน้าวัด มีผู้เห็นกันหลายคน
    เมื่อหลวงปู่ทิมทำตะกรุดเสร็จ ก็เดินลุยน้ำขึ้นมา
    ทุกคนประหลาดใจเพราะเนื้อตัวและจีวรของหลวงปู่ทิมหาได้เปียกน้ำไม่

    เสกตะกรุดลอย

    ท่านพระอาจารย์รัตน์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระบอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
    เล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ทิมเป็นพระที่มีพลังจิตกล้าแข็งมาก สามารถเสกจนตะกรุดลอยได้
    ท่านเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งได้นิมมนต์พระอาจารย์ชื่อดังของ จ.ระยอง
    มา ๔ รูปด้วยกัน มีหลวงพ่อหอม หลวงพ่ออ่ำ หลวงพ่อชื่น และหลวงปู่ทิม
    ให้หลวงพ่อที่มาทั้ง ๔ รูปนำตะกรุดสาริกามาด้วย
    แล้วนำลงใส่บาตร ให้หลวงพ่อทั้ง ๔ องค์นั่งล้อมรอบบาตร
    และขอให้ท่านทุกองค์เรียกตะกรุดให้ลอยขึ้นจากบาตร
    หลวงพ่อหอม เป็นผู้เรียกก่อนโดยนั่งบริกรรมอยู่พักหนึ่ง
    แต่ก็ไม่ปรากฏว่าตะกรุดลอยขึ้นมา
    จากนั้นหลวงพ่ออ่ำ และหลวงพ่อชื่น ก็ได้นั่งบริกรรมทำนองเดียวกัน
    ตะกรุดก็ไม่ยอมลอยขึ้น จนถึงองค์สุดท้ายคือหลวงปู่ทิม
    ท่านนั่งบริกรรมอยู่สักครู่ก็ปรากฏว่าตะกรุดลอยขึ้นมาจากก้นบาตร
    หลวงพ่อหอม และท่านพระอาจารย์รัตน์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระบอก
    เห็นเช่นนั้นก็ตกใจ แล้วบอกว่าขอให้ช่วยทำให้วิ่งรอบบาตรด้วย
    หลวงปู่ทิมก็นั่งหลับตาภาวนา ตะกรุดก็วิ่งอยู่รอบๆ บาตร
    ท่ามกลางความตื่นตะลึงของพระสงฆ์ทุกองค์
    และเรื่องนี้ได้เป็นที่โจษขานกันทั่วไปใน จ.ระยอง

    อำนาจจิตอันกล้าแข็งของหลวงปู่ทิม

    แม้แต่เครื่องปั่นไฟท่านก็สามารถบังคับให้หยุดได้โดยไม่ทราบสาเหตุ
    คือ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่วัดละหารไร่ มีลิเกมาเล่น
    พอลิเกกำลังจะออกแขกก็ปรากฏว่าไฟฟ้าดับพรึบลง
    พอแขกเข้าโรงไฟฟ้าก็สว่างขึ้น เป็นอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง
    จนต้องมีคนเตือนคณะลิเกให้ไปขออนุญาตหลวงปู่ทิมเสียก่อน
    เมื่อไปขออนุญาตแล้วก็ปรากฏว่าไฟฟ้าที่เคยปิดๆ ดับๆ ก็ติดสว่างตลอดทั้งคืน

    คาถาของหลวงปู่ทิม

    (ตั้งนะโม ๓ จบ) “อิติสุคะโต อะระหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ
    มะอะอุ ทุกขัง อนิจจัง อะนัตตา พุทโธ พุทโธ” (๓ จบ)

    หลวงปู่ทิมท่านว่าเป็นคาถาที่ดีและก็สั้น
    พุทธานุภาพของคาถาบทนี้ก็สูงมาก อยู่ที่คนปฏิบัติ
    ท่านยังกรุณาเล่าให้ฟังว่า มีใครคนหนึ่งที่อยู่ตลาด
    มาปรับทุกข์ให้ท่านฟังว่า ขายของก็ไม่ดี
    ทะเลาะกับเมียอยู่ที่บ้านแทบทุกวัน ญาติพี่น้องต่างเกลียดชัง
    อยากจะขอคาถาให้เขารัก หลวงปู่จึงให้คาถาบทนี้ไป
    ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ ชายผู้นั้นมีความสุขแล้ว
    จะไปไหนเมียก็ตามไปด้วย ญาติพี่น้องก็รักใคร่กันดี
    ผมจึงมั่นใจว่าพุทธานุภาพในคาถาบทนี้
    จะประสบผลสำหรับผู้ที่ปฏิบัติเป็นประจำสม่ำเสมอ
    ถ้าผู้ใดได้รับคาถานี้ไป ขอให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
    พระธรรม พระสงฆ์ และคุณของหลวงปู่ทิม อิสริโก เป็นที่ตั้ง
    ทุกอย่างก็จะอำนวยโชคพอสมควรกับบุญกรรมของบุคคลนั้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เนื้อผงพรายกุมารผสมผงบางขุนพรหม พระพุทธคุณ ๙ อย่าง เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ปี ๒๕๕๔

    พระขุนแผนผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เนื้อผงพรายกุมารผสมบางขุนพรม ๐๙ ผงพุทธคุณ ๙ อย่าง รุ่นเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ปี ๒๕๕๔

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260425_181812.jpg IMG_20260425_181846.jpg IMG_20260425_182014.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1777120957326.jpg 1777120960707.jpg 1777120963771.jpg 1777120966813.jpg

    เหรียญพระพุทธมงคลนิมิตร หลัง ๙ รัชกาล รุ่นพระบารมีปกเกล้า วัดพุทธมงคลนิมิตร จังหวัดนครสวรรค์ ปี ๒๕๑๔ เหรียญดีพิธีใหญ่สายกรรมฐาน

    เหรียญพระบารมีปกเกล้า วัดพุทธมงคลนิมิต ปี ๒๕๑๔ เหรียญรุ่นนี้พระอาจารย์ตื้อ เมตตาให้เป็นพิเศษ หลวงพ่อท่านเจ้าคุณฯกล่าวถึงประวัติเหรียญรุ่นนี้ ว่าเมื่อปี ๒๕๑๔ หลวงปู่ตื้อรับนิมนต์มาที่วัดเขาชายธง อำเภอตาคลี นครสวรรค์ เพื่อมาทำพิธีทางสงฆ์ ทางวัดได้สร้างเหรียญขึ้นมาในงานนี้ด้วย วัดพุทธมงคลนิมิตจึงได้นำเหรียญรุ่นนี้เข้าพิธีด้วยในวันนั้นพระอาจารย์ตื้อได้อธิษฐานจิตพระเครื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง และแต่ก่อนเข้าพิธีที่วัดเขาชายธง ทางวัดพุทธมงคลฯก็ได้นำไปขอเมตตาจากพระอาจารย์ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่เทศก์ หลวงปู่โชติระลึกชาติ และพ่อแม่ครูอาจารย์อีกหลายๆองค์มาก่อนแล้ว พร้อมกันกับพระพุทธชินราช วัดเจดีย์ยอดทอง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260425_195249.jpg IMG_20260425_195318.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 เมษายน 2026
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    FB_IMG_1777208533101.jpg


    พระสมเด็จประธานพร (พระผงของขวัญ) อาภัคโคโรยเหล็กยอดพระธาตุพนม ปี ๒๕๒๘
    หลวงพ่อโชติ อาภัคโค
    คุณป้าช่อพกาเล่าว่า มีคนมาไปสอบรับราชการหลายครั้งแล้วไม่เคยได้ เลยมาเช่าพระประธานพรไปบูชา และกลับมาบอกที่วัดว่า รอบนี้สอบติดแล้ว หลังจากี่ได้บูชา พระสมเด็จประธานพรไป
    ผู้สร้างคือ พระครูพิบูลธรรมภาณ โชติ อาภัคโค
    สร้างปี2526เสร็จปี2529

    ผู้สร้างคือ พระครูพิบูลธรรมภาณ โชติ อาภัคโค
    สร้างปี2526เสร็จปี2529
    ผงที่นำมาจัดสร้างประกอบด้วย
    ผง สมเด็จพระญาณสังวร สุก ไก่เถื่อน วัดราชสิทธาราม
    ผู้มอบให้คือพระหลานชาย พระสังวราชุ่ม ซึ่ง พระสังวราชุ่มคืออาจารย์ที่หลวงพ่อมะขามเฒ่านับถือหากจะบอกไป สมเด็จพระสังฆราชสุก คือ พระอาจารย์ สมเด็จโต นั่นเอง
    นี่คือผงตกทอดในวัดพลับ ยุคก่อนซึ่งไม่ได้หามาง่ายๆ
    ผงชิ้นส่วนสมเด็จจำนวนมากที่หลวงปู่อ่อง สะสมไว้สมัยอยู่วัดพระยาทำ
    ผงวิเศษ12นักษัตร ของหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ซึ่งเป็นพระมอญ และ เป็นผงที่บอกได้ว่า ผงหนุนดวงนั่นเอง คือสุดยอดผงที่เป็นที่ปรารถนาของคนสายมอญ
    ผงวิเศษ5ประการที่แท่งชอล์กเกิดจาก ผงที่ลบจากดวงชะตาที่เป็น เกษตร มหาอุจ มหาจักร ราชาโชค เป็นชะตาพิเศษนำมาปั้นเป็นแท่งและลบเข้าตำราเยี่ยงสมเด็จโต ถือว่าเป็นอะไรที่พื้นดวงชะตาของคนสำคัญหนุนนำการเข้าสู่ลบผงวิเศษซึ่งน่าจะเป็นเคล็ดที่น้อยคนจะได้ไว้เช่นนี้
    ผงวิเศษที่หลวงพ่อคง วัดถนนหักใหญ่ พระอาจารย์ของหลวงพ่อคูณมอบให้!!! ฟังไม่ผิดหรอกครับท่านมอบให้พระรูปสำคัญไว้ท่านถวายมาใส่ชุดนี้แบบเต็มๆอย่าถามว่าหลวงพ่อคงเป็นไงเพราะเป็นอาจารย์รูปเอกที่หลวงพ่อคูณไปเรียนวิชาตะกรุดด้วย
    ผงพระกรุบึงพระยาสุเรนทร์ที่หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะองค์ มอบให้ หลวงพ่อทองอยู่สำเร็จวิชาดับดาวได้ เพียงใช้นิ้วชี้ไปที่ดาวดวงไหนจะหรี่เเสงจนดับได้ทันที
    ผงพระกรุอัมพวา
    ผงกรุพระธาตุพนมปี2518ที่ล้มลงมาที่สำคัญคือ
    พระชุดนี้ทุกองค์โรยผงเหล็กเปียกที่หุ้มยอดพระธาตุพนมที่เชื่อว่า ญาคูขี้หอม ปรุงแร่ชนิดนี้ไว้ถือเป็นของกายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง
    ผงหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ
    ผงหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ
    ผงยาพระฤาษีพันปี ลพบุรี

    ...........

    พระผงของขวัญ (พระผงสมเด็จอาภัคโค )หลวงปู่โชติ วัดภูเขาแก้ว จ.อุบลราชธานี

    ประวัติการสร้างพระสมเด็จอาภัคโค
    มงคลฤกษ์ในการสร้างพระผงสมเด็จอาภัคโค พระเดชพระคุณท่านพระครูพิบูลธรรมภาณ (หลวงปู่โชติ อาภัคโค) วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ได้ให้มงคลฤกษ์สร้างพระผงสมเด็จอาภัคโคเป็นปฐมฤกษ์ในวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2526 เวลา 09.09 น. ตรงกับวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน จุลศักราช 1345 โดยท่านพระครูพิบูลธรรมภาณ (หลวงปู่โชติ อาภัคโค) เป็นประทานจุดเทียนชัยเจริญสวดพระคาถา นั่งบริกรรมภาวนาอธิษฐานจิตขอพุทธบารมีสร้างพระผงสมเด็จอาภัคโค พร้อมกับพิมพ์พระผงสมเด็จอาภัคโคขึ้นเป็นปฐมฤกษ์ 9 องค์ และมีคณะศิษยานุศิษย์ผู้เข้าร่วมในพิธี ได้แก่ นาวาตรีกวี รัตนวโรภาส คุณอุดม รัมมะวาสน์ คุณเทพ ขาวมงคล พ.ต.อ. นายแพทย์ปราโมทย์ ศรศรีวิชัย คุณมัณฑนา ศรศรีวิชัย และคุณย่าอนงค์ ศรศรีวิชัย เป็นผู้ดำเนินการสร้าง ในขณะกดพิมพ์พระจะต้องภาวนาพระคาถาว่า "สัง วิ รา ปุ กะ ยะ ปะ" ดังนั้น เมื่อท่านมีพระผงสมเด็จอาภัคโคของวัดภูเขาแก้วไว้บูชาแล้ว ท่านควรจะภาวนาพระคาถานี้อยู่เสมอ เพื่อเป็นการเสริมประสิทธิภาพด้วยพลังจิตของท่านเอง จะทำให้พระผงสมเด็จอาภัคโคของท่านมีประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นไป
    การกดพิมพ์พระผงสมเด็จอาภัคโคเป็นอันแล้วเสร็จในวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2528 ตรงกับวันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีฉลู จุลศักราช 1347 ใช้เวลาในการสร้าง 1 ปี 9 เดือน 14 วัน ครบ 84,000 องค์ และพระผงพระเกจิอาจารย์ที่หลวงปู่โชติเคารพนับถือสายพระกัมมัฏฐานอีกจำนวนหนึ่ง เช่น พระรูปเหมือนพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระผงรูปเหมือนพระอาจารย์ขาว อนาลโยเพื่อให้ศาสนิกชนมีไว้สักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งได้จัดพิธีมหาพุทธาภิเษกขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ นับว่าเป็นของดีของวิเศษที่ทุกท่านควรให้ความสนใจเก็บสะสมไว้สักการะบูชาต่อไป สถานที่สร้างพระผงสมเด็จอาภัคโค คือ ศาลาริมคลองมอญ ณ บริเวณของคุณย่าอนงค์ ศรศรีวิชัยนั่นเอง
    รายการมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สร้างพระผงสมเด็จอาภัคโคท่านได้สร้าง ระหว่างปี ๒๕๒๖ ถึง ๒๕๒๙ โดยผงมวลสารที่นำมาจัดสร้าง ประกอบด้วย
    1. ผงวิเศษพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม
    2. ผงวิเศษวัดพลับ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) พระอาจารย์พุฒ วัดใหม่พิเรนทร์ ได้จากหลานชาย พระสังวรานุวงศ์เถร (หลวงปู่ชุ่ม) วัดราชสิทธาราม ได้นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร เมื่อปี 2508 พระสังวราชุ่ม คืออาจารย์ที่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่านับถือ หากจะบอกไป สมเด็จพระสังฆราชสุก คือ พระอาจารย์ สมเด็จโต นั่นเอง
    3. ผงวิเศษดอนเจดีย์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้ว (ขรัวตาคง) อาจารย์ ม.ร.ว. สิทธิประภัทร เกษมสันต์ ได้นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร ที่วัดอัมพวา กรุงเทพฯ เมื่อปี 2492
    4. ผงวิเศษและชิ้นส่วนพระผงสมเด็จวัดระฆังฯ หลวงปู่อ่อง ยโสธร เก็บรักษาไว้ตั้งแต่จำพรรษาอยู่วัดพระยาทำ กรุงเทพฯ
    5. ผงวิเศษ 5 อย่าง คือ ผงอิทธิเจ ผงปัทถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห หลวงปู่อ่อง ยโสธร ได้มาจากหลวงปู่คง พุทธสร วัดถนนหักใหญ่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
    6. ผงยาวิเศษพระฤาษีพันปี หลวงพ่อศรีทัต วิปัสสโน วัดหนองสามหมื่น อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้ถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร จำนวนหนึ่ง และไปนำมาจากถ้ำบนเขาบังเหย จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2506
    7. ผงวิเศษหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ จังหวัดประทุมธานี ท่านพระครูสารทราพัฒนกิจ (หลวงพ่อละมูล) วัดเสด็จ ได้มอบให้เมื่อปี 2509
    8. แร่เหล็กมันปูเกาะล้าน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พระภิกษุ (ไม่ทราบนาม) ซึ่งเป็นน้องชาย จ.อ.สวัสดิ์ ทองเสริม ได้มอบให้เมื่อครั้งเดินทางไปราชการที่สถานีทหารเรือสัตหีบ เมื่อเดือน มีนาคม 2505
    9. ผงวิเศษและชิ้นส่วนพระกรุ วัดอัมพวา กรุงเทพฯ หลวงปู่อ่อง ยโสธร เก็บรักษาไว้จำนวนมากขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดอัมพวา
    10. ผงวิเศษ หลวงปู่อ่อง ยโสธร ซึ่งท่านผสมเป็นแท่งจากผงชอล์คของบุคคลต่างๆ ที่ได้มาให้ท่านตรวจดวงชะตา โดยเลือกเฉพาะบุคคลที่มีเกษตรมหาอุจ มหาจักร และราชาโชค ทำเป็นผงวิเศษ 5 ประการ เป็นเคล็ดที่น้อยคนจะได้ไว้
    11. ผงเกสรดอกไม้รอบโลกจากประเทศต่างๆ นาวาอากาศตรีหญิงเผ่าทอง เมนะรุจิ (ยศขณะนั้น) นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร เมื่อปี 2508
    12. ผงสังเวชนียสถานสี่แห่งในชมพูทวีป คือ ผงดินที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา ที่ปรินิพพาน และใบศรีมหาโพธิ์ที่ตรัสรู้ ซึ่งหลวงปู่อ่อง ยโสธร เก็บรักษาไว้และได้นำมาจากประเทศอินเดียอีกในปี 2523
    13. ผงวิเศษบึงพระยาสุเรนทร์ ผงใบลานเผา พระผงบึงพระยาสุเรนทร์ชำรุด 30 กว่าองค์ ท่านพระครูสุตาธิการี หรือหลวงปู่ทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร มอบให้
    14. ผงตะใบพระกริ่ง พระบูชาจากวัดต่างๆ คุณอุดม รัมมะวาสน์ และคุณสงัด ปัจฉิมสุภาคม มอบให้
    15. เปลือกต้นศรีมหาโพธิ์พุทธคยา หลวงปู่สิม พุทธธาโร ให้คุณธนา ศรีพันธ์ุ นำมามิบให้
    16. ผงวิเศษ ท่านพระครูญาณวิลาส (หลวงพ่อแดง) วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี พ.ต.ต.ประสงค์ เจิมพร นำมามอบให้เมื่อเดือนสิงหาคม 2526
    17. ผงกบิลว่าน 108 และเกสรดอกไม้ 108 หลวงปู่อ่อง ยโสธร ได้เก็บรวบรวมไว้
    18. ผงวิเศษ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หรือ พระมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ศิษย์ฆราวาสของท่านได้นำมาถวายหลวงปู่อ่อง ยโสธร 3 ก้อน
    19. ผงวิเศษ พระอาจารย์เมี๊ยก ฉันทวุฑโฒ วัดสัมมาธัญญาวาส กรุงเทพฯ มอบให้
    20. ผงมวลสารอื่นๆ อีกจำนวนมาก ที่ท่านพุทธศาสนิกชน ผู้ใจบุญทั้งหลายนำมามอบให้
    21. ผงวิเศษพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม ดร.พระมหาสม สุมโน นำมามอบให้เพิ่มเติม ดังนี้
    21.1 ผงอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม
    21.2 ผงเกสรดอกไม้ 108 ซึ่งได้จากฐานพระบุเงิน,บุทอง จากกรุพระธาตุพนมเมื่อปี 2518
    21.3 ผงผอบสำริดหลังเดิม ซึ่งเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุ
    21.4 ผงพระยอดพระธาตุองค์เดิมช่วงกลาง
    21.5 ผงพระยอดพระธาตุองค์เดิมช่วงบนด้านนอก
    21.6 ผงยอดพระธาตุช่วงบนสุดด้านใน ซึ่งเข้าใจว่าเป็น "ขี้เหล็กไหล"
    21.7 ผงเหล็กเปียก ซึ่งหล่อหุ้มยิดพระธาตุองค์เดิม
    ที่สำคัญคือ พระชุดนี้ทุกองค์โรยผงเหล็กเปียก
    ที่หุ้มยอดพระธาตุพนม ที่เชื่อว่า ญาคูขี้หอม
    ปรุงแร่ชนิดนี้ไว้
    ด้านหลังองค์พระปั๊ม "อาภัคโค"
    นามขององค์หลวงปู่ไว้ด้วยครับ
    พิธีมหาพุทธาภิเษก พระผงสมเด็จอาภัคโค
    วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
    วันที่ 9 เมษายน 2529 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5
    ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร ประทานพิธี
    1.เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
    2.พระอรรถกิจโกศล วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
    3.พระภาวนาพิศาลเถร(พุธ) วัดป่าสาละวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา
    4.พระญาณสิทธาจารย์ วัดพิทักษ์ปุณณาราม อ.กลางดง จ.นครราชสีมา
    5.พระสุนทรธรรมภาณ วัดศรีธรรมมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร
    6.พระชินวงศาจารย์ วัดกระดิ่งทอง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
    7.พระครูวิริยาภรณ์(เริ่ม ปรโม) วัดจุกกะเฌอ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
    8.พระครูธรรมสารสุมนต์(คูณ) วัดหนองแวง อ.เมือง จ.ขอนแก่น
    9.พระครูอุดมธรรมรักษ์(ยอด) วัดศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.มุกดาหาร
    10.พระครูเขมคุณโสภ(จันทร์) วัดศิริวรรณบรรพต อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา
    11.พระครูประโชตินวการ วัดใหม่กลอ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา
    12.พระครูนิมิตรสิทธิการ(เป้า) วัดถ้ำพรสวรรค์ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์
    13.พระครูปทุมสารคุณ(อินทร์) วัดบ้านบัว อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา
    14.พระครูปิยเขมคุณ(โป้ะ) วัดบ้านปิง อ.ขุขันธุ์ จ.ศรีสะเกษ
    15.พระครูวิสุทธิธรรมธาดา(สมพงษ์) วัดภูด่านแต้ อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร
    16.พระศิริปุญญาทร(วิชัย) วัดตูม อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา
    17.พระครูวินิตวัฒนคุณ(พั่ว) วัดศิริมงคล อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี
    18.พระครูสรนาทวิเศษ วัดกษัตราธิราช อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา
    19.พระครูปลัดก่อเกียรติ อินทวีโร วัดกษัตราธิราช อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา
    20.พระครูใบฎีกาเที่ยง ปภงกโร วัดเขากระโดง
    อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
    21.พระครูปลัดสาย วัดตะเคียนราม อ.ขุขันธุ์ จ.ศรีสะเกษ
    22.พระอาจารย์กิ ชมมุตตโม วัดสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
    23.พระอาจารย์สิงห์ทอง วัดสุนทราราม อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร
    24.พระปลัดสกนธ์ กมโล ภูหล่น อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี
    25.พระอาจารย์วิชัย วัดราชประชาสรรค์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
    26.พระครูพิบูลธรรมญาณ(โชติ) วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
    มีพระสงฆ์สมณะศักดิ์เจริญพระพุทธมนต์ดังนี้
    1.พระเทพสุเมธี วัดศรีอุบลรัตนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
    2.พระโพธิญาณมุนี วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
    3.พระสุนทร ธรรมภาณ วัดศรีธรรมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร
    4.พระครูวิจิตรธรรมภาณี วัดสุปัฎนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
    5.พระครูศีลคุณภรณ์ วัดแสนสำราญ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
    6.พระครูชิโนวาทสาธร วัดไชยมงคล อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
    7.พระครูพุทธิสาร สุนทร วัดเมืองเดช อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี
    8.พระครูพิพัฒน์สังวร วัดศรีนวล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
    9.พระครูประจักษ์อุบลคุณ วัดใต้ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
    10.พระครูอมรวิสุทธิ์ วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

    ..........

    ๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่โชติ อาภัคโค ๏
    วันนี้วันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นวันครบรอบ ๙๕ ปี ชาตกาล หลวงปู่โชติ อาภัคโค วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี หลวงปู่โชติ อาภัคโค ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่ง ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ดี ฉันโน ท่านปฏิบัติได้ดีเยี่ยม และท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก

    หลวงปู่ดี ฉันโน ศิษย์หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล องค์นี้ ท่านมีความสามารถในทางกสิณ ๑๐ อย่างเยี่ยมยอดที่สุด และทางด้านจิตภาวนากรรมฐานก็นับว่ายอดเยี่ยมอีกเช่นกัน พระอาจารย์ดี ฉันโน ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคนั้น ถ้าจะพูดว่าความเก่งแล้ว ท่านทําได้แสดงได้อย่างปุถุชนธรรมดา มองตาค้างเลยทีเดียว

    ความมีชื่อเสียงของท่านพระอาจารย์ดีนี้ได้ยินเข้าหูของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีความรักชอบในเชิงเวทมนตร์อยู่มาก ชอบฤทธิ์อํานาจ ชอบความอัศจรรย์ที่มีอยู่ในโลกนี้ แม้ที่ใดท่านบอกว่า “นั้นลึกลับมีอาถรรพณ์เขาจะต้องเข้าไปพิสูจน์ด้วยตนเองจึงจะเชื่อ”

    ท่านผู้นั้นต่อมาเรารู้จักในนาม หลวงปู่โชติ อาภัคโค แห่งวัดภูเขาแก้ว จ.อุบลราชธานี ท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ ที่เคยพบพระกรรมฐานมาตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร และท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่นิยมชมชอบใน เรื่องประพฤติปฏิบัติธรรมมากกว่าสิ่งอื่น ในฐานะตําแหน่งหน้าที่ ท่านเคยดํารงตําแหน่งที่สําคัญในคณะสงฆ์ แต่สิ่งเหล่านี้ ท่านหลวงปู่โชติ ก็ได้สนองเจตนาอันดีของครูบาอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง

    ต่อจากนั้นท่านได้ลาออกจากตําแหน่ง เพราะมีความประสงค์ที่จะออกเดินธุดงค์ ปฏิบัติธรรมตามเยี่ยงครูบาอาจารย์ผู้สําเร็จผลมาแล้ว ซึ่งท่านก็ได้รับผลที่น่าภาคภูมิใจในเวลาต่อมา

    ท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๓ ปีมะเมีย ท่านเป็นคนชาวอุบลราชธานี โดยกําเนิด บิดามารดาเป็นชาวนา ท่านพระอาจารย์โชติ เกิดมาคู่ หรือที่เรียกว่า “ฝาแฝด” นั้นเอง ฝาแฝดคู่นั้น ก็คือ โชติ ประเสริฐสิน และ ชาลี ประเสริฐสิน แต่ทั้งสองคนมีอุปนิสัยไม่เหมือนกัน คือ ท่านหลวงปู่โชติ สมัยเป็นฆราวาส ท่านมีจิตใจฝักใฝ่ธรรม สนใจพระพุทธศาสนา ส่วน นายชาลี ที่เป็นคู่แฝดเขาไม่ชอบทางบวชเรียน ชอบสร้างบ้านสร้างเรือน ทํามาหากินไปตามทางของโลก

    พออายุของท่านได้ ๑๕ ปีเต็ม ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรที่ วัดสระแก้ว แก่งสะพือ โดยมีท่านพระครูพิบูลสมณกิจ เจ้าคณะอําเภอพิบูลมังสาหาร เป็นพระอุปัชฌาย์

    หลังจากได้บวชเป็นสามเณรแล้ว ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย ที่วัดสีนวล จ.อุบลราชธานี ณ ที่แห่งนี้ท่านได้อยู่ศึกษาถึง ๓ ปี ต่อจากนั้นท่านได้เดินทาง เข้ามาอยู่จําพรรษาที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ โดยได้รับพระเมตตาจาก สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน)

    ต่อมาท่านได้ย้ายมาจําพรรษาที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ไปอยู่ปรนนิบัติ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธโร)

    ในปีพ.ศ.๒๔๙๓ ท่านสามารถสอบผ่าน ได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค นับเป็นความวิริยะอดทนได้เป็นเยี่ยม

    ท่านหลวงปู่โชติเป็นผู้มีวาสนาอยู่มาก เพราะท่านได้เข้ามารับสนอง พระเดชพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ถึงสองท่านแต่ละท่านต่างก็มีคุณธรรมปราดเปรื่องด้วยคุณวุฒิทั้งวัยวุฒิ นับว่าท่านหลวงปู่โชติ ได้จดจําคุณธรรมทั้งหลายมา ด้วยดีตลอดขณะที่อยู่ใกล้ชิดท่าน

    ต่อมาทางด้านการศึกษาต้องหยุดชะงักลงเพราะท่านป่วยด้วยโรคชนิดหนึ่ง คือ เล็บมือเป็นขุย ๆ ท่านจึงไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช และที่โรงพยาบาลนี้ ท่านได้เข้าไปพิจารณาศพ ที่พิพิธภัณฑ์ซากศพ จนเกิดพระกรรมฐานขึ้นภายในจิตใจตั้งแต่บัดนั้นมา

    ธรรมปีติเกิดขึ้นกับใจในครั้งนั้น ทําให้อิ่มเอิบรู้ซึ้งถึงความเป็นจริงแห่งชีวิต

    ในปีต่อมาท่านได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุสงฆ์ ได้รับฉายา ว่า “อาภัคโคภิกขุ” และได้เดิน ทางกลับบ้านเกิด ที่จังหวัดอุบลราชธานี มาอยู่จําพรรษาที่วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี และในขณะนั้น หลวงปู่ดี ฉันโน เป็นเจ้าอาวาส

    เมื่อมาถึงถิ่นแล้วท่านได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม และได้ฝึกพระกรรมฐานอย่างจริงจังกับ หลวงปู่ดี ฉันโน จนมีสมาธิแก่กล้าแล้วท่านจึงได้กราบลาพระอาจารย์เดินธุดงคกรรมฐาน

    ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ ท่านได้ เริ่มออกเดินธุดงค์ไปฝั่งประเทศลาว ซึ่งมีพระสหธรรมิกไปด้วยรูปหนึ่ง ท่านเป็นคนกล้า ไม่กลัวอะไรง่าย ๆ ท่านถือว่า “เอาความตายไปแลกกับธรรมะ ความดีงามนั้น คุ้มค่ากว่าอะไรทั้งหมด”

    การบุกป่าฝ่าดงในครั้งกระนั้น ท่านหลวงปู่โชติ อาภัคโค ท่านได้อาศัยป่าเป็นบ้าน และเป็นเรือนตาย เพื่อค้นคว้าศึกษาธรรม ดินแดนประเทศลาว อันได้แก่ ภูหลวง หรือชาวบ้านเรียกว่า “ภูจําปาศักดิ์” นั้นสูงมากเป็นภูเขาที่กินเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลบนยอดเขา มีวัดร้างปรางค์กู่เก่าแก่โบราณ และยังเห็นร่องรอยของเมืองโบราณอันรุ่งเรืองมาก่อน

    ณ ที่นี้มีความอาถรรพณ์มาก สมบัติของเก่าแก่ก็มีมากเช่นเดียวกัน พระธุดงค์ที่มีจิตใจอ่อนไหวกับอาการของโลกไปเห็นสิ่งของเย้ายวนจิตใจเก็บมาเป็นสมบัติของตนเอง ก็ไปตายบนนั้นมากมายเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีภัยจากสัตว์ป่าอีกด้วย

    ภาคปฏิบัติธรรมของพระธุดงคกรรมฐาน ท่านต้องสละกายและจิตใจทุ่มเทลงไปเพื่อธรรมะ หลวงปู่โชติ อาภัคโค ไม่เคยหวั่นไหว ท่านป่วยเป็นไข้ป่าก็ได้อาศัยธรรมะนี้รักษาจนหายขาด การเจ็บป่วยของท่าน ทําให้ท่านได้รู้จักความตายอย่างสิ้นเชิง ๔๘ ชั่วโมง ท่านบอกว่า “เกือบถูกปลงศพเผาทิ้งกลางป่าเสียแล้ว กลับฟื้นขึ้นมาอีก เลยต้องรีบเร่งสร้างความดีขนานใหญ่”

    ความเด็ดเดี่ยวแห่งองค์ธรรมที่ท่านปฏิบัติอยู่ภายในถ้ำเสือโคร่งหัวเท่ากระบุงมานอนเฝ้าหน้าปากถ้ำทุกวัน งูจงอางดงตัวขนาดเสาเรือน ท่านมองไม่เห็น เลยไปเหยียบเข้า แต่มันก็ไม่ทําอันตราย ซึ่งผิดปกตินิสัยงู มักจะแว้งกัด ท่านจึงรู้ซึ้งถึงพระธรรมมาก และไม่ขอเลิกละแห่งการปฏิบัติพระกรรมฐาน

    ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น เป็นความจริงที่มหัศจรรย์ เมื่อใครลงมือปฏิบัติแล้ว ย่อมรู้ และ เข้าใจเองโดยไม่ต้องถามใคร ๆ อีกต่อไป

    จิตใจก็เช่นเดียวกัน ปกติปุถุชนธรรมดา มักจะไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นจิตใจที่ล้มเหลว รู้ไม่จริงทั้งนั้น ครั้นเมื่อได้ประพฤติปฏิบัติ ก็จะพบกับความอัศจรรย์ของจิต ท่านหลวงปู่โชติ กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้อาตมายังไม่ตาย ใคร อยากปฏิบัติอาตมาก็จะแนะนําให้

    ปัจจุบัน หลวงปู่โชติ ท่านมรณภาพลง เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๑ สิริอายุ ๘๘ ปี พรรษา ๖๓
    Cr.พุทธธรรมกรรมฐาน ม.รามคำแหง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จประธานพร (พระผงของขวัญ) อาภัคโค โรยเหล็กยอดพระธาตุพนม ปี ๒๕๒๘ สภาพ ตามที่ เห็นครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260426_171152.jpg IMG_20260426_171218.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1777207704613.jpg

    พระปางซ่อนหา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "พระเหนือพรหม" คือพุทธปฏิมาที่จำลองเหตุการณ์ตอนพระพุทธเจ้าซ่อนตัวจากท้าวพกาพรหมผู้มีฤทธิ์ โดยซ่อนอยู่บนมวยผมของพรหมจนหาไม่เจอ เป็นปริศนาธรรมเรื่องการลดทิฐิและปัญญาเหนือฤทธิ์

    พระปางซ่อนหา (หรือพระเหนือพรหม) มีพุทธคุณโดดเด่นด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ ค้าขายร่ำรวย แคล้วคลาดปลอดภัย และมหาอุตม์

    พระเนื้อผงปางซ่อนหา ปี ๒๕๑๘วัดจันทรารามวรวิหาร
    (วัดกลางตลาดพลู) กรุงเทพ...
    - หลวงปู่โต๊ะเจ้าพิธีปลุกเสก
    - หลวงพ่อทองอยู่วัดใหม่หนองพระองค์
    - หลวงพ่อสุด วัดกาหลง
    - หลวงพ่อฑูร วัดโพธินิมิตร
    ร่วมพิธีปลุกเสก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260426_182201.jpg IMG_20260426_182226.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 เมษายน 2026
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1777209919118.jpg

    ข้อมูลครับ

    เครดิตจาก

    http://skeereewichien.blogspot.com/2011/04/blog-post_24.html

    ค่ำคื่นหนึ่งหลวงพ่อขันธ์ ท่านได้นิมิตเห็นหลวงปู่ดำ เทพารักษ์ผู้ปกปักรักษา วัดพระศรีอารย์ ในภาพของชีปะขาวขึ้นจากสระน้ำเก่าศักดิ์สิทธิ์ มาหาหลวงพ่อขันธ์ พร้อมกับกล่าวว่า ท่านขันธ์ ท่านอย่าลาสิกขา อยู่ช่วยสร้างวัดสร้างพระก่อน ก่อนอื่นผู้เขียนขอเท้าความย้อนหลัง ในสมัยนั้น ถ้าหลวงพ่อขันธ์ท่านจะลาสิกขา จะต้องไปลาสิกขาที่วัดอื่น เพราะวัดพระศรีอารย์ในขณะนั้นมีพระภิกษุไม่ถึง 5 รูป ที่จะประกอบพิธีกรรมทางสงฆ์
    หลังจากที่ท่านตัดสินใจว่าจะไม่ลาสิกขา ท่านก็เริ่มสนใจในวิปัสสนากรรมฐาน และคาถาอาคมอย่างจริงจัง อาจารย์ที่ท่านได้ไปศึกษาได้แก่ หลวงพ่อรอด เจ้าอาวาสวัดหลวง ตำบลวังเย็น อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี หลวงพ่อแหยม วัดบ้านเลือก และหลวงพ่ออินทร์ วัดโบสถ์ ระหว่างที่ท่านศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและคันถธุระตลอดจนวิชาอาคม ท่านก็ได้สะสมว่านต่าง ๆ ตลอดจนมวลสารอันเป็นคุณวิเศษ ตลอดจนผงพุทธคุณของวัดต่างๆ ซึ่งรายละเอียดผู้เขียนจะกล่าวถึงในตอนท้ายในส่วนของการสร้างพระ
    หลวงพ่อขันธ์ ท่านเป็นพระที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวไม่เกรงกลัวใคร ดังนั้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐานของท่านจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ท่านเป็นพระที่มีจิตเมตตาต่อบุคคลทั่วไปอย่างเสมอภาค โดยไม่คำนึงถึงฐานะของบุคคลนั้น จะร่ำรวย หรือยากจน หรือมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด ท่านก็ให้การตอนรับอย่างเท่าเทียมกัน สมัยผู้เขียนเป็นเด็กวัยรุ่น อายุประมาณ 13 ปี (พ.ศ.2511) ผู้เขียนได้ไปขอพระยอดขุนพลจากท่าน ท่านก็เมตตาให้ เป็นพระยอดขุนพลพิมพ์กลาง ท่านกำชับว่า " ให้เก็บรักษาพระให้ดีพระของข้า ข้าปลุกเสกจนเป็นพระจริงๆ ตกอยู่ใต้ถุนบ้านใครบ้านนั้นอยู่ไม่เป็นสุขแน่ " และท่านยังกล่าวเสริมอีกว่า "แขวนพระของข้าไม่มีตายโหง"
    บทความนี้จะกล่าวถึง พระยอดขุนพล ของหลวงพ่อขันธ์ ก่อนอื่นขอกล่าวถึงมวลสารต่างๆที่ใช้ในการสร้างพระครั้งนี้ (จากการบอกเล่าของคุณวิเชียร ภู่ระหงษ์ อายุ 63 ปี เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2553)
    1. ว่าน 1000 กว่าชนิดจากประเทศมาเลเซีย ว่านและมวลสารและดินและผงของวัดช้างให้(มวลสารที่เหลือจากการสร้างพระหลวงพ่อทวดวัดช้างให้ รุ่นแรก ปี พ.ศ.2497)
    2. ผงและเศษพระวัดสามปลื้มและวัดระฆัง
    3. มวลสารพุทธคุณของพระเกจิอาจารย์ทางใต้ โดยคุณณรงค์ ชาวอำเภอรอนพิบูล จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าของเหมืองแร่ทางภาคใต้เป็นผู้นำมาถวาย
    4. ผงพุทธคุณของหลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ข้อเท็จจริงมีว่า หลวงพ่อขันธ์ได้ไปหาหลวงพ่อบุญธรรม ที่วัดพระปฐมเจดีย์ และได้แจ้งวัตถุประสงค์ในการสร้างพระ และได้ขอผงพุทธคุณจากท่านเพื่อไปสร้างพระ อันเป็นการสืบทอดพระศาสนาโดยจะไม่จำหน่ายพระเด็ดขาด แต่หลวงพ่อบุญธรรมก็นิ่งเฉยไม่พูดอะไร จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง หลวงพ่อขันธ์ก็ขอลากลับโดยเข้าใจว่าหลวงพ่อบุญธรรมไม่อนุญาติให้ผงตามที่ต้องการ เวลาผ่านมาหลายเดือนจนหลวงพ่อขันธ์ลืมเหตุการณ์นี้แล้ว ก็มีชาวพระปฐมเจดีย์มาหาหลวงพ่อขันธ์ที่วัดพระศรีอารย์พร้อมกับกล่าวว่า หลวงพ่อบุญธรรมวานให้เอาพระบูชาซึ่งเป็นพระพุทธรูป(ปางพระศรีอารย์)ให้มาถวายหลวงพ่อขันธ์ ท่านก็รับใว้และแปลกใจว่าเราขอผงพุทธคุณกลับได้พระพุทธรูปแทน หลวงพ่อขันธ์ท่านก็นั่งพิจารณาพระพุทธรูปเสียนานก็สังเกตเห็นใต้ฐานของพระพุทธรูปองค์นั้นมีรอยบรรจุผงพุทธคุณ ท่านจึงใช้ไขควงงัดออกดูก็ปรากฏเห็นผงพุทธคุณเต็มฐานพระบูชา(คุณคมน์ ภู่สุนทรศรี นอกจากผงพุทธคุณที่กล่าวมาแล้ว ยังมีมวลสารพุทธคุณที่เจ้าอาวาสรูปก่อนหลายรูปได้สะสมไว้เพื่อจะสร้างพระ แต่ไม่ทันได้สร้างอันเนื่องมาจากท่านมรณภาพก่อนหรือไม่ก็ลาสึกขาไปก่อน มวรสารที่กล่าวถึงนี้นอกจากเป็นผงพุทธคุณขอเกจิอาจารย์ใอดีตแล้ว ยังมีมวลสารพุทธคุณเก่าแก่ของวัดเป็นจำนวนมากที่ตกทอดมาถึงมือท่าน
    เมื่อรวบรวมผงได้ตามที่ต้องการแล้วหลวงพ่อขันธ์ก็เริ่มลงมือสร้างพระยอดขุนพล โดยสร้างพระเป็นสองวาระ คือ
    วาระแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ.2504 สร้างพระประมาณ สี่หมื่น องค์(โดยบรรจุพระลงในโองมังกรขนาดบรรจุ 200 ลิตร หลายใบ)แม้ท่านจะสร้างจำนวนมาก ท่านก็แจกใกล้จะหมดเหลือไม่กี่องค์
    วาระที่สอง สร้างพระประมาณปี พ.ศ.2523-2524 สาเหตุการสร้างพระครั้งที่สอง เนี่องจากพระสร้างครั้งแรกหมดเหลีอไม่กี่องค์ แต่ประชาชนมีความศรัทธาท่านจึงสร้างขึ้นอีกครั้งหนึ่งโดยนำมวลสารที่เหลือจากการสร้างพระในวาระแรกมาสร้างพระใหม่(มวลสารเหลือน้อยมากในขณะนั้นสร้างได้ประมาณไม่เกินสองหมื่นองศ์) หลวงพ่อขันธ์ท่านกล่าวกับศิษย์ใกล้ชิดทีเล่นทีจริงว่า"จะสร้างให้ได้ หนึ่งล้านองค์เพื่อนำเงินรายได้มาสร้า งพระอุโบสถทองคำร้อยล้าน" ระหว่างที่กดพิมพ์พระได้จำนวนหนึ่งประมาณหมื่นกว่าองศ์มวลสารก็ใกล้จะหมดก็หยุดกดพิมพ์สร้างพระระยะหนึ่ง จนกระทั่งหลวงพ่อขันธ์ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 ขณะนั้นมวลสารเหลือน้อยมาก ต่อมาหลวงพ่อสง่า เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็กดพิมพ์สร้างพระต่อจนมวลสารหมดได้จำนวนมากตามที่ต้องการในปีพ.ศ.2543จึงได้จัดพิธีพุทธาภิเษกในพระอุโบสถ์ที่วัดพระศรีอารย์ โดยนิมนต์พระเกจิอาจารย์หลายท่านร่วมปลุกเสก ได้แก่ พลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม หลวงพ่อพูน วัดไผ่ล้อม และหลวงพ่ออุทัย วัดมฤคทายวัน(วัดเกาะตาพุด) อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
    พระยอดขุนพลที่หลวงพ่อขันธ์สร้างขึ้นมาในวาระสองนี้ หลวงพ่อได้ปลุกเสกพระในพระอุโบสถจนท่านมั่นใจในพระพูทธคุณ ท่านก็ได้แจกสมนาคุณประชาชนที่มาร่วมบริจาคทรัพย์สร้างพระอุโบสถทองคำ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ผู้เขียนก็ได้รับแจกพระยอดขุนพลพิมพ์จิ๋ว(คะแนน)จากท่านที่วัด ผู้เขียนอยากได้พระยอดขุนพลพิมพ์ใหญ่ หลวงพ่อท่านบอกว่าหมดแล้ว
    พระยอดขุนพลของหลวงพ่อขันธ์ เป็นรูปพระพุทธประทับนั่งบนฐานอาสนบัลลังก์บัวคว่ำบัวหงาย ปางมารวิชัยยกเว้นพิมพ์พุทธกวัก พระพักตร์เป็นศิลปะแบบอินเดียด้านหลังเรียบ เป็นพระเครื่องที่มีศิลปะสวยงามมากพิมพ์หนึ่งและเป็นพระที่มีพุทธคุณสูงมาก ดังนั้นจึงเป็นพระที่มีประสบการณ์สูง ไม่ว่าจะด้านอุบัติเหตุรถยนต์ หรือป้องกันอาวุธปืนหรือมีด นอกจากนี้ด้านเมตตามหานิยม โชคลาภและทางค้าขายก็ดีเป็นเลิศ จึงเป็นพระเครื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในขณะนั้น(ประมาณปี พ.ศ.2508-2515) เป็นพระเครื่องที่ชาวจังหวัดนครปฐมกล่าวขานถึงมากที่สุดมากกว่าพระเครื่องของหลวงพ่่อน้อย วัดธรรมศาลาและหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมในขณะนั้น ส่วนราคาพระยอดขุนพลในขณะนั้นราคาองค์ละ 200 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากในขณะนั้น(เหรียญหล่อรุ่นแรกของหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ราคาประมาณ 600-700 บาท เหรียญหล่อคอน้ำเต้ารุ่นแรกหลวงพ่อน้อยราคาประมาณ 80-100 บาท)
    จากประสบการณ์ของผู้เขียนสมัยที่ยังเป็นเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ15-16 ปี ได้เห็นช่างซ่อมรองเท้าชื่อเล่นว่า มัน ช่างมันเมื่อเลิกงานตอนเย็นมักจะดื่มสุราเป็นประจำ เมื่อเกิดความมึนเมาก็จะเอามือกำพระยอดขุนพลของหลวงพ่อขันธ์และใช้มีดกรีดยางเฉือนลงไปที่แขนข้างที่มือกำพระอย่างแรงหลายครั้ง แต่ก็เฉือนไม่เข้า(แผงร้านช่างมันตั้งอยู่หน้าร้านประชามิตร ตลาดล่าง จังหวัดนครปฐม)

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระยอดขุนพลหลวงพ่อขัน

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260426_203845.jpg IMG_20260426_203913.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,366
    ค่าพลัง:
    +21,468
    1777215390384.jpg

    เรื่องเล่าจากทิดริน..วันนี้ผมขอนำเรื่องราวการจับพลังพุทธคุณวัตถุมงคลของพระอาจารย์วิชัย ผาสุโกหรือ"พระอาจารย์ทึม"ผู้สืบทอดวิชาฝังเข็มทองจตุราวุธแห่งถ้ำวัวแดง จ.เลยเพื่อเผยแผ่บารมีของครูบาอาจารย์ หลวงพ่อวิชัยหรือพระอาจารย์ทึมในหมู่ศิษยานุศิษย์จะทราบและรับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์และความเข้มขลังของวัตถุมงคลของท่านไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องหรือเครื่องรางที่พระอาจารย์ทึมท่านปลุกเสกให้จะมีพลังพุทธคุณแรงมากดั่งที่ผมประสบมาและนำมาเล่าให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ...เรื่องนี้เกิดเมื่อหลายปีที่ผ่านมาน่าจะประมาณปี51ช่วงนั้นผมเข้าเวรอยู่การไฟฟ้านครหลวงที่ทำงานของผม ผมจำเวลาได้ประมาณ5ทุ่มมีโทรศัพท์โทรเข้ามือถือผม"ในสายสอบถามผมว่าใช่ทิดรินที่เป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ทึมใช่มั้ยครับ ผมก็ตอบไปว่า"ใช่ครับมีอะไรหรือครับ" คนในสายก็บอกว่าเขาลองนำวัตถุมงคลของพระอาจารย์ทึมไปจับพลังดูเพราะเขาชอบจับพลังพุทธคุณของพระเกจิอาจารย์ดังๆในประเทศและเห็นว่าลงโฆษณาในหนังสือนะโมว่าของพระอาจารย์ท้าพิสูจน์ให้จับพลังได้เลย "ผมก็ถามเขาว่าสามารถจับพลังพุทธคุณได้หรือ"เขาบอกว่าเขาเรียนทางด้านนี้มา "ผมก็ถามเขาว่าแล้วนำวัตถุมงคลรุ่นไหนของพระอาจารย์ไปจับครับแล้วผลเป็นอย่างไรครับ"เขาบอกว่าเป็นพระสมเด็จหลังปั้มเลข5และบอกว่าแค่เขาตั้งนะยังไม่ได้ลงโมเลยมือถึงกับสบัดเลยครับพุทธคุณแรงมากๆเลยและก็ถามผมว่าพระอาจารย์อายุเท่าไร''ผมก็บอกไปว่าพระอาจารย์อายุ51ตอนนั้นนะครับเขาถึงกับอุทานมาในสายว่าอายุแค่นี้ปลุกเสกของได้แรงขนาดนี้เลยหรือ ผมก็ถามเขาว่าในยุคปี51นี้มีพระเกจิอาจารย์รูปไหนบ้างที่ปลุกเสกและมีพลังพุทธคุณแรงแบบของพระอาจารย์ทึมบ้าง เขาบอกว่ามีอยู่3องค์ 1.หลวงปู่กาหลงเขี้ยวแก้ว(แต่ต้องเป็นยุคแรกๆนะครับยุคหลังไม่มีพลังเลย..ทุกท่านคิดเอาเองนะครับเพราะอะไร.?) 2.หลวงปู่หงษ์ สุสานทุ่งมน จ.สุรินทร์ และ3.พระอาจารย์ทึม วัดเขาสว่างวงษ์ครับนอกนั้นเขาบอกเฉยๆ ที่เล่ามานี้แค่อยากเผยแผ่บารมีครูบาอาจารย์และบอกเพื่อนๆในหมู่ลูกศิษย์ของพระอาจารย์ทึมว่าพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังที่ท่านปลุกเสกให้นั้นพุทธคุณแรงและเข้มขลังมากและไม่ต้องกลัวของปลอมหรือเสริมเพราะยังไม่มีของปลอมและไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหรือมีชื่อเสียงโด่งดังแต่อยู่ที่ความศรัทธาและการทำความดีส่วนตัวผมเองถ้าก้าวเท้าเดินออกจากบ้านไม่ว่าจะไปไหนไกลหรือใกล้ในตัวผมต้องมีวัตถุมงคลของอาจารย์ติดตัวตลอดโดยเฉพาะเข็มทองจตุราวุธที่ฝังอยู่ในตัว แต่ก็แปลกนะครับถ้าเวลาไหนผมพูดหรือคิดเรื่องเข็มทองขึ้นมาเมื่อไรจะรู้สึกมีอาการเห่อๆที่หลังทุกครั้งไปก็แปลกดีครับ ซึ่งขณะที่พิมพ์เล่าเรื่องราวนี้อยู่ก็มีอาการเห่อที่หลังตลอดเวลาครับ แล้ววันหลังผมจะนำเรื่องราวประสบการณ์เข็มทองที่ตัวผมและเพื่อนๆผมได้เจอประสบการณ์มาเล่าสู่ให้ฟังครับ หรือเพื่อนๆท่านใดมีประสบการณ์เกี่ยวกับวัตถุมงคลของพระอาจารย์ก็นำมาเล่าสู่กันได้นะครับเพื่อเผยแผ่บารมีครูบาอาจารย์ ท้ายนี้ฝากเตือนเพื่อนๆควรใช้วัตถุมงคลของพระอาจารย์ทึมไปในทางดีๆและอย่างมีสตินะครับ "พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา สันติพุทโธ นะโมพุทธายะ จะภะกะสะ อิกะวิติ"

    พุทธคุณในการฝังเข็มจตุราวุธ ตัวเข็มนั้นได้หลอมมาจากเงินพตด้วงโบราณจึงมีพุทธคุณที่สูงมาก ในการฝังเข็มนั้นหลวงพ่อได้ร่ำเรียนมาจาก อาจารย์สำลี ซึ่งเป็นฆราวาส โดยร่ำเรียนวิชาใน ( ถ้ำวัวแดง เชียงคาน ) สายพยานาค อยู่ในถ้ำนั้น 2 ปี โดยจะมีลูกศิษย์ส่งข้าวส่งน้ำให้หลวงพ่อทึมระหว่างที่หลวงพ่อได้ร่ำเรียนวิชาฝังเข็มในถ้ำวัวแดงอยู่ในถ้ำ ซึ่งวิชาฝังเข็มในผู้ที่ร่ำเรียนถ้าจิต สมาธิไม่แข็งพอ ก็ไม่สามารถร่ำเรียนสำเร็จได้ ปัจจุบันนี้หาพระอาจารย์ที่เป็นตัวจริงในการฝังเข็มจตุราวุธเตือนภัยได้ยากมาก เพราะกว่าจะสำเร็จวิชานี้ต้องมีจิต สามาธิ ที่อดทนสูงมาก สำหรับผู้ที่ฝังเข็มกับหลวงพ่อไปนั้น จะมีสิ่งที่ดีๆเข้ามา และเข็มนั้นจะเตือนภัยต่างๆได้เป็นอย่างดี นับว่าในประเทศไทยนี้พระอาจารย์ที่สำเร็จในวิชา " ฝังเข็มจตุราวุธ " น่าจะมีหลวงพ่อทึม องค์นี้ที่ได้ร่ำเรียนมาสำเร็จ มีลูกศิษย์ที่ฝังเข็มไปมีประสพกราณ์มากที่ได้พบเห็นมา ..บารมี ผาสุโก..

    ประวัติโดยย่อของหลวงพ่อวิชัย(ทึม)ผาสุโกเจ้าอาวาสวัดเขาสว่างวงษ์ ต.สนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรีผู้สืบทอดวิชาฝังเข็มทอง"จตุราวุธ"แห่งถําวัวแดง จ.เลย หนึ่งเดียวในประเทศไทย หลวงพ่อวิชัยท่านเป็นชาวบ้านหมี่โดยกําเนิด ตอนที่ท่านเป็นฆราวาสท่านเป็นคนจริงคนหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะบวชเพราะเบื่อในชีวิตฆราวาส ท่านเคยเดินทางไปกราบหลวงพ่อพรหม ถาวโรที่วัดช่องแคเพื่อขอของดีป้องกันตัว ซึ่งหลวงพ่อพรหมก็ให้ความเมตตาต่อท่าน ก่อนที่ท่านจะกลับหลวงพ่อพรหมได้เรียกท่านให้เข้าไปหาและเอามือลูบหัวท่านแล้วบอกกับท่านว่าให้บวชซะถ้าไม่บวชเอ็งก็ติดคุก และมอบตําราคาถาอาคมให้กับท่านมาเล่มหนึ่งซึ่งหลวงพ่อวิชัยท่านบอกว่าเป็นตําราด้านคงกระพันมหาอุดซึ่งหลวงพ่อวิชัยท่านก็เก็บรักษาไว้อย่างดี หลังจากนั้นคําพูดของหลวงพ่อพรหมก็เป็นจริง หลวงพ่อวิชัยท่านต้องคดียิjคู่อริท่านต่อสู้คดีอยู่ 3เดือน จึงหลุดพ้นคดี หลวงพ่อวิชัยท่านบวชเมื่ออายุ 23 ปี ณ.อุโบสถวัดเขาวงกฏ เมื่อครั้งอดีตกาลวัดเขาวงกฏเปรียบเหมือนตักศิลา ด้านวิปัสนากัมฐาน โดยมีเกจิอาจารย์ที่เป็นเลิศด้านวิปัสนากัมฐาน นามว่าหลวงปู่เพา พุทธสโร เป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อวิชัยท่านจึงได้รําเรียนวิปัสนากัมฐานจากวัดเขาวงกฏโดยมีหลวงปู่บกเจ้าอาวาสที่สืบทอดต่อๆมาให้ความเมตตาอบรมสั่งสอนจนสําเร็จ หลังจากนั้นท่านจึงกราบลาหลวงปู่บกพระอุปฌาย์ออกธุดงค์หาสถานที่สงบเพื่อฝึกฝนสมาธิ และเสาะหาเกจิอาจารย์ที่มีวิชาเพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ท่านเดินธุดงค์จนถึง หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตจ.เลยติดรอยต่อกับประเทศลาว ท่านได้พบกับอาจารย์สําลีซึ่งเป็นฆราวาสที่เก่งกล้าด้านสรรพวิชาไสยเวทย์ท่านหนึ่งอายุประมาณ 90ปี ท่าน จึงเข้าไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชา ซึ่งอาจารย์สําลีท่านก็เมตตารับเป็นลูกศิษย์โดยพาหลวงพ่อวิชัยไปที่ถําวัวแดงเพื่อให้หลวงพ่อวิชัยได้ฝึกสมาธิและรําเรียนสรรพวิชาไสย์เวทย์ โดยที่อาจารย์สําลีท่านได้ขนตําราทั้งหมดที่มีอยู่มาให้หลวงพ่อวิชัยรําเรียน จนสำเร็จ

    เหรียญรุ่นแรก พิธีเสาร์ ๕ สร้างในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เนื้อทองแดง ถือว่าเป็นเหรียญของพระอาจารย์ทึมรุ่นแรก ที่สร้างมาแจกจ่ายให้ลูกศิษย์ จำนวนการสร้างคาดว่าหน้าจะประมาณ ๕,๐๐๐ เหรียญ ได้ทำการแจกให้แก่ลูกศิษย์ ที่มาช่วยทำบุญที่วัดเขาสว่างวงษ์ ในหลายๆปี เหรียญรุ่นนี้จึงมีคำถามว่า ทำไมมาแจกใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ กว่าเพิ่มเติมอีก สรุปได้ว่ามีการปั้มเหรียญนี้เพียงแค่ครั้งเดียว และพระอาจารย์ทึมได้ทำการถยอย แจกจ่ายไปเรื่อยๆ ส่วนผู้ที่ได้รับมาช่วงปีท้ายๆ จะเป็นเหรียญที่อยู่ในกุฎิท่านมาราว ๒๐ ปีกว่าๆ แน่นอนไม่ต้องถามถึงเรื่องความเข้มขลัง เพราะเหรียญชุดที่ทำการแจกภายหลัง จะเป็นเหรียญที่ได้รับการปลุกเสกนานที่สุด เจอกันที่ไหนหาเก็บไว้ใช้ติดตัวกันบ้างนะคับผม
    1777221638019.jpg

    มอภาค ก็ มาฝากตัวเป็นศิษย์ฝังเข็มทองกับ หลวงพ่อ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรกอาจารย์ทึมเขาสว่างวงษ์ ยกชุด ๓ เหรียญสวยเดิมๆครับเสกนาน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260426_232740.jpg IMG_20260426_232807.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 เมษายน 2026
  20. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,593
    ค่าพลัง:
    +7,839
    ขอจองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...