ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Intel เผยลูกค้ากระเป๋าหนักแห่เปย์ล่วงหน้า ล็อกยอด Substrate ดึง 4 ยักษ์ไต้หวัน 2 บิ๊กญี่ปุ่น ร่วมทัพ EMIB การันตีกำลังผลิต!
    FB_IMG_1779268738051.jpg
    เรียกได้ว่านาทีนี้ใครก็รั้งไม่อยู่แล้วสำหรับ Intel เพราะนอกจากจะเดินหน้าอย่างดุดันในการชิงเค้กเทคโนโลยีการผลิตระดับ 18A และ 14A ล่าสุดในฝั่งธุรกิจแพคเกจจิงขั้นสูง (Advanced Packaging) โดยเฉพาะเทคโนโลยี EMIB (Embedded Multi-die Interconnect Bridge) ก็กำลังเนื้อหอมแบบสุดๆ จนลูกค้าแห่เข้ามาสนับสนุนท่ามกลางภาวะซัพพลาย Substrate ที่ตึงตัวอย่างหนัก

    ในงานประชุม J.P. Morgan Global Technology Conference ทาง Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้มีลูกค้าหลายรายแสดงความสนใจอย่างแรงกล้าในเทคโนโลยี EMIB-T และที่พีคไปกว่านั้นคือ ลูกค้าเหล่านี้ "พร้อมเปย์" ยินดีจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepayments) ให้กับซัพพลายเออร์ทั้งในไต้หวันและญี่ปุ่น เพื่อล็อกกำลังการผลิต Substrate เอาไว้ให้ชัวร์ๆ

    ซัพพลายตึงตัวจัด! ลูกค้าพร้อมโดดร่วมวงจ่ายล่วงหน้า
    Lip-Bu Tan ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ซัพพลายของ Substrate ในตลาดยังคงตึงตัวอย่างรุนแรง โดยมีซัพพลายเออร์ 4 รายจากไต้หวัน และอีก 2 รายจากญี่ปุ่น ที่ยื่นเงื่อนไขขอให้มีการทำข้อตกลงการันตีและจ่ายเงินล่วงหน้า เพื่อเป็นหลักประกันในการล็อกกำลังการผลิต

    และด้วยสถานการณ์นี้ Intel จึงได้ชวนลูกค้าที่มีแผนจะนำเทคโนโลยี EMIB-T ไปใช้ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจ่ายเงิน Substrate ล่วงหน้าด้วยเช่นกัน โดย Tan ได้เล่าถึงบรรยากาศในตอนนั้นว่า

    “ถ้าคุณจริงจังที่จะใช้ EMIB-T ของเรา คุณพอจะช่วยผมเรื่องเงินจ่ายล่วงหน้าสำหรับ Substrate ได้ไหม? ซึ่งพวกเขาก็กระโจนเข้าใส่ข้อเสนอนี้ทันที”

    ท้าชน CoWoS ของ TSMC: เปิดโผบิ๊กเทค Google - Meta เตรียมตบเท้าใช้งาน
    แม้ว่าจะมีรายงานว่า TSMC จะสามารถทำอัตราผลตอบแทนจากการผลิต (Yield Rate) สำหรับเทคโนโลยี CoWoS ได้สูงถึง 98% แต่ทางฝั่ง Intel ก็ไม่น้อยหน้า โดย Wccftech ได้อ้างอิงข้อมูลจากนักวิเคราะห์ชื่อดัง Jeff Pu ว่า ตอนนี้ Yield Rate ของเทคโนโลยี EMIB ของ Intel ไต่ขึ้นมาแตะระดับ 90% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุอีกว่า ชิป TPU v8e ของ Google ที่มีกำหนดการเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 (2H27) และ CPU ที่พัฒนาขึ้นเองภายในของ Meta ซึ่งปักหมุดไว้ช่วงครึ่งหลังของปี 2028 ทั้งคู่มีแนวโน้มว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยี EMIB ของ Intel ด้วยกันทั้งสิ้น

    ในอีกด้านหนึ่ง TrendForce ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เทคโนโลยี CoWoS ของ TSMC ประสบปัญหาขาดแคลนเชิงโครงสร้างมาตั้งแต่ปี 2023 ส่งผลให้คำสั่งซื้อบางส่วนหลั่งไหลไปเป็นอานิสงส์แก่ผู้เล่นในกลุ่ม OSAT (Outsourced Semiconductor Assembly and Test) อย่าง SPIL และ Amkor

    ด้วยเหตุนี้ สถาปัตยกรรมทางเลือกอย่าง EMIB ของ Intel และ FOEB (Fan-Out Embedded Bridge) ของ SPIL จึงได้รับความสนใจและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจุดนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากการที่ Intel เดินหน้าขยายฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง

    ส่องจุดเด่น EMIB ขยาย Reticle ได้เหนือกว่า
    ข้อมูลจาก TrendForce ระบุว่า EMIB ของ Intel มีข้อได้เปรียบเหนือ CoWoS ของ TSMC อยู่หลายประการ รวมถึงการตัดความจำเป็นในการใช้ Interposer ขนาดใหญ่ออกไป โดยเปลี่ยนมาใช้ Embedded Silicon Bridges แทน ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้จะช่วยเพิ่ม Yield Rate, ลดความเสี่ยงของการบิดเบี้ยว และช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในระยะยาว

    ยิ่งไปกว่านั้น EMIB ยังช่วยให้สามารถขยายขนาด Reticle ได้อย่างมีประสิทธิภาพและใหญ่ขึ้น โดยเทคโนโลยี EMIB-M สามารถขยายขนาดได้ถึง 6 เท่า และคาดว่าจะขยายเพิ่มขึ้นเป็น 8–12 เท่า ภายในปี 2026–2027 เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี CoWoS-S ในปัจจุบันที่ทำได้ประมาณ 3.3 เท่า และ CoWoS-L ที่ทำได้ราวๆ 3.5 เท่า ตามข้อมูลของ TrendForce

    เปิดโผซัพพลายเออร์ซับสเตรต EMIB ในสปอตไลท์
    หากย้อนกลับไปในงาน Intel Foundry Direct Connect 2025 เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว Intel ได้เร่งเครื่องลุยธุรกิจแพคเกจจิงขั้นสูงอย่างเต็มสูบ โดยมีการเปิดเผยรายชื่อพันธมิตรซับสเตรตรายสำคัญสำหรับ EMIB ซึ่งตามรายงานก่อนหน้านี้ของ Economic Daily News ระบุว่า รายชื่อดังกล่าวประกอบด้วย

    Ibiden (ญี่ปุ่น)

    Shinko Electric Industries (ญี่ปุ่น)

    Unimicron (ไต้หวัน)

    AT&S (ออสเตรีย)

    ทางสำนักข่าว Central News Agency รายงานว่า Unimicron ถือเป็นพันธมิตรที่ร่วมงานกับ Intel มาอย่างยาวนาน และเมื่ออ้างอิงคำกล่าวของ T.J. Tseng ประธานบริษัท พบว่า Unimicron มีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากกว่ากลุ่มลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับ CoWoS ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยคาดว่าธุรกิจในส่วนนี้จะมีสัดส่วนคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจทั้งหมดของบริษัทเลยทีเดียว

    ขณะเดียวกัน Ibiden อีกหนึ่งซัพพลายเออร์รายสำคัญจากญี่ปุ่น ก็คาดการณ์ว่ายอดขายในปีกำหนดภาษี 2026 (เมษายน 2026 – มีนาคม 2027) จะเติบโตขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) โดยจะเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ตามรายงานของ ZDNet

    ผู้นำด้าน IC Substrate รายนี้ยังคงยืนยันว่า แผนการขยายกำลังการผลิตกำลังดำเนินไปได้อย่างราบรื่น โดยตามแถลงการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Ibiden ได้อนุมัติเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมอีกราว 2.8 แสนล้านเยน ซึ่งจะเน้นไปที่โรงงาน Ono รวมถึงโรงงานเดิมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขยายกำลังการผลิตสำหรับ High-performance IC Package Substrates ที่จะนำไปใช้ในเซิร์ฟเวอร์ขั้นสูง (Advanced Servers)

    การลงทุนระลอกนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนรายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Spending Plan) ระยะเวลา 3 ปี มูลค่ารวมกว่า 5 แสนล้านเยน สำหรับปีกำหนดภาษี 2026–2028 โดยทางบริษัทระบุว่า การผลิตจำนวนมาก (Mass Production) จะเริ่มทยอยเปิดตัวเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2027 เป็นต้นไป

    https://www.facebook.com/share/p/18hL9AM9Ud/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยังไม่เข็ด เกาหลี-เสียมเรียบ เตรียมเปิดสายการบินใหม่และเตรียมดึงนักท่องเทียวชาวเกาหลี บินตรงมายัง กัมพูชาพร้อมฟรี วีซ่า 60 วัน การันตีที่พักราคาสุดคุ้ม
    .

    ในเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายขุน พลรัตนาค เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสาธารณรัฐเกาหลี ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือเรื่องงานกับนายคิม แอนดี้ รองอธิบดีฝ่ายการตลาดของสายการบินสกายอังกอร์ ณ สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาในกรุงโซล
    ใน1การตอบสนอง คิมกล่าวว่าสายการบินสกายอังกอร์แอร์ไลน์มีแผนที่จะให้บริการเที่ยวบินตรงไปยังเสียมเรียบในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้เช่นกัน

    อ้างอิง
    https://www.kampucheathmey.com/local-news/1119971

    #beemnews

    https://www.facebook.com/share/p/1VpyM9XAuc/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ต้นทุนที่ไทยต้องแบก: ราคาของการปล่อยทุนจีนสีเทาทำลายสิ่งแวดล้อมในอีก 5–10 ปีข้างหน้า

    ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ นั่นคือการไหลบ่าของทุนจีนเข้าสู่พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในปริมาณและความเร็วที่ระบบกำกับดูแลของไทยไม่สามารถตามทันได้ ในปี 2568 จีนยื่นขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ถึง 982 โครงการ คิดเป็น 41% ของโครงการต่างชาติทั้งหมด ตัวเลขนี้ดูเหมือนเป็นข่าวดีทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปในรายละเอียดของประเภทอุตสาหกรรม โครงสร้างผู้ถือหุ้น และพฤติกรรมการดำเนินงาน คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรถามคือ ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า เมื่อโรงงานเหล่านี้หมดอายุ เลิกกิจการ หรือถูกตรวจพบการกระทำผิด ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่หลงเหลืออยู่

    คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ คนไทยทั้งประเทศ และบทความนี้จะพยายามประเมินว่าต้นทุนนั้นมีหน้าตาอย่างไร

    ต้นทุนด้านสาธารณสุข: ระเบิดเวลาที่จะระเบิดใน 7–15 ปี

    ต้นทุนที่หนักที่สุดและกลับมาแก้ไขได้ยากที่สุดคือต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชน รายงานของกรมควบคุมโรคที่ศึกษาพื้นที่สามจังหวัด EEC ได้พบสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs หลายชนิดเกินค่ามาตรฐานในอากาศและน้ำใต้ดินรอบมาบตาพุด สารเหล่านี้รวมถึง Vinyl Chloride ที่เป็นสารก่อมะเร็งตับชนิดหายากอย่าง Angiosarcoma, Trichloroethylene ที่เชื่อมโยงกับมะเร็งไต, Carbon Tetrachloride และ 1,2-Dichloroethane ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารที่องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศจัดอยู่ในกลุ่ม 1 หรือกลุ่ม 2A คือเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์อย่างชัดเจนหรือมีแนวโน้มสูงมาก

    ลักษณะเฉพาะของโรคจากสารพิษเหล่านี้คือมีระยะแฝงตัวยาวนาน 7 ถึง 15 ปี หมายความว่าคนที่สัมผัสสารพิษวันนี้จะเริ่มแสดงอาการในปี 2576 ถึง 2584 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญแรงกดดันสูงสุดจากสังคมสูงวัย เมื่อถึงเวลานั้น โรงพยาบาลใน EEC จะต้องรับมือกับผู้ป่วยมะเร็งและโรคทางเดินหายใจเรื้อรังในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ค่ารักษามะเร็งต่อรายในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยอยู่ที่ประมาณ 200,000 ถึง 500,000 บาทตลอดช่วงการรักษา หากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งหมื่นรายในระยะสิบปี ภาระงบประมาณที่เพิ่มเข้ามาจะอยู่ในระดับสองหมื่นถึงห้าหมื่นล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมต้นทุนทางอ้อม เช่น การสูญเสียกำลังแรงงาน การดูแลผู้ป่วยโดยครอบครัว และคุณภาพชีวิตที่ลดลง

    กรณีคลองกิ่ว บ้านบึง ชลบุรี ที่พบกากแคดเมียมและการปนเปื้อนสารอันตรายในบ่อน้ำทิ้งและดินรอบโรงงาน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แคดเมียมเป็นโลหะหนักที่สะสมในร่างกายและทำลายไต กระดูก และระบบสืบพันธุ์ โดยไม่สามารถขับออกได้ตามธรรมชาติ คนที่อาศัยอยู่ในรัศมีการปนเปื้อนจะกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรังตลอดชีวิต

    ต้นทุนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม: หนึ่งโรงงาน หนึ่งพันล้านบาท

    เมื่อโรงงานรีไซเคิลเถื่อนหรือนิคมศูนย์เหรียญหยุดดำเนินกิจการ ไม่ว่าจะด้วยการถูกปิดโดยรัฐ การหนีหายของเจ้าของ หรือการล้มละลายโดยเจตนา สิ่งที่ทิ้งไว้คือกากอุตสาหกรรมที่ต้องมีคนจัดการ บทเรียนจากกรณีโกดังเก็บกากแคดเมียมในสมุทรสาครและกรณีโรงงานวิน โพรเสส ในระยอง แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและกำจัดกากอุตสาหกรรมอันตรายอย่างถูกวิธีอยู่ที่ประมาณ 15,000 ถึง 50,000 บาทต่อตัน ขึ้นอยู่กับประเภทของสารและระยะทาง

    โรงงานรีไซเคิลขนาด 80 ถึง 100 ไร่หนึ่งแห่งสามารถสะสมกากอุตสาหกรรมได้ในระดับหลายหมื่นถึงแสนตัน หากคำนวณค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูแบบครบวงจรซึ่งรวมถึงการขุดดินปนเปื้อน การบำบัดน้ำใต้ดิน การติดตามตรวจวัดในระยะยาว และการฟื้นฟูระบบนิเวศ ต้นทุนต่อโรงงานหนึ่งแห่งอาจสูงถึง 500 ล้านถึง 2,000 ล้านบาท เมื่อพิจารณาว่า EEC มีโรงงานรีไซเคิลและจัดการกากอุตสาหกรรมรวมหนึ่งในสามของทั้งประเทศ หรือกว่า 800 แห่ง หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะคลองกิ่วเพิ่มขึ้นเพียง 20 ถึง 30 แห่งในระยะ 10 ปี งบประมาณฟื้นฟูที่รัฐต้องจ่ายอาจสูงถึง 20,000 ถึง 60,000 ล้านบาท

    ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ ในกรณีที่เจ้าของเป็นบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนผ่านนอมินีคนไทย เมื่อเกิดเหตุ ทรัพย์สินมักถูกโอนออกนอกประเทศแล้ว และคนไทยที่เป็นผู้ถือหุ้นบังหน้ามักไม่มีทรัพย์สินเพียงพอชดใช้ ผลคือภาระตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดิน

    ต้นทุนการสูญเสียทรัพยากรน้ำและที่ดิน

    ภาคตะวันออกของไทยเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาภัยแล้งเรื้อรัง และอ่างเก็บน้ำหลักอย่างบางพระ หนองปลาไหล และดอกกราย ต้องแบ่งน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และการอุปโภคบริโภค การปนเปื้อนของน้ำใต้ดินด้วย VOCs และโลหะหนักหมายความว่าน้ำในชั้นหินอุ้มน้ำบางส่วนจะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกเป็นเวลาหลายสิบปี การฟื้นฟูน้ำใต้ดินด้วยเทคโนโลยี Pump and Treat หรือ In-situ Bioremediation มีต้นทุนสูงมากและใช้เวลานับสิบปี ในบางกรณีของสหรัฐอเมริกาภายใต้โครงการ Superfund ใช้เวลาเกินสามสิบปียังไม่สามารถฟื้นฟูได้สมบูรณ์

    ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่ตามมาคือ ภาคเกษตรในฉะเชิงเทราและชลบุรีจะเผชิญปัญหาผลผลิตปนเปื้อน ทุเรียน มังคุด และผลไม้ส่งออกอื่นจากภาคตะวันออกอาจถูกปฏิเสธจากตลาดญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และเกาหลีใต้ ซึ่งมีมาตรฐานสารตกค้างเข้มงวด การสูญเสียตลาดส่งออกเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกษตรกรหลายหมื่นครัวเรือนสูญเสียรายได้หลัก และทำให้ภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยโดยรวมเสียหาย

    ต้นทุนทางสังคมและความมั่นคง

    เมื่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มประชุมร่วมกับ กอ.รมน. ในประเด็นความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่ารัฐมองเรื่องนี้เกินกว่าเรื่องเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อมปกติแล้ว ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า เราจะเห็นความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโรงงานทุนจีนเพิ่มขึ้นในรูปแบบที่ซับซ้อน ชุมชนรอบคลองกิ่ว มาบตาพุด และพื้นที่อื่นใน EEC จะเรียกร้องการชดเชยและการปิดโรงงาน ขณะที่รัฐต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความสัมพันธ์กับนักลงทุนต่างชาติและการปกป้องประชาชนของตัวเอง

    ต้นทุนทางการเมืองที่ตามมาคือความชอบธรรมของรัฐที่ลดลง รัฐบาลใดก็ตามที่ถูกมองว่าปกป้องทุนจีนมากกว่าประชาชนไทยจะเผชิญแรงต่อต้านทางการเมือง และจะมีกระแสชาตินิยมต่อต้านจีนที่อาจลุกลามไปกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บทเรียนจากเวียดนามในกรณี Formosa Ha Tinh ปี 2559 ที่ทำให้ประมงตายตลอดชายฝั่งสี่จังหวัด แสดงให้เห็นว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากทุนต่างชาติสามารถจุดชนวนความไม่พอใจของประชาชนระดับชาติได้

    ต้นทุนโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว

    ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และอุตสาหกรรมรีไซเคิลกำลังกลายเป็นภาคเศรษฐกิจมูลค่าสูงในประเทศพัฒนาแล้ว การปล่อยให้ทุนจีนสีเทาเข้ามาทำธุรกิจรีไซเคิลแบบฉาบฉวยจะทำลายโอกาสที่ไทยจะพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานสากล สหภาพยุโรปกำลังบังคับใช้กลไก Carbon Border Adjustment Mechanism และมาตรฐาน Extended Producer Responsibility ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ สินค้าจากประเทศที่มีระบบจัดการของเสียไม่ได้มาตรฐานจะถูกกีดกันจากตลาดยุโรป

    หากไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีปัญหามลพิษอุตสาหกรรมรุนแรง การลงทุนคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป และสหรัฐอเมริกาจะหันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน นี่คือต้นทุนโอกาสที่คำนวณเป็นตัวเลขได้ยาก แต่อาจสูงกว่าต้นทุนโดยตรงทั้งหมดรวมกัน

    ต้นทุนต่องบประมาณแผ่นดินและภาษีประชาชน

    เมื่อรวมทุกต้นทุนเข้าด้วยกัน ภาระทางการคลังที่รัฐต้องแบกในระยะ 5–10 ปีข้างหน้าน่าจะอยู่ในระดับ 100,000 ถึง 300,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้คำนวณจากค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน ค่าชดเชยชุมชน และต้นทุนการบังคับใช้กฎหมายที่เพิ่มขึ้น เปรียบเทียบกับมูลค่าการลงทุนของจีนที่ยื่นขอ BOI ในปี 2568 ที่ 875,500 ล้านบาท ต้นทุนแฝงที่ไทยต้องแบกอาจคิดเป็น 11–34% ของมูลค่าการลงทุนที่ประกาศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อพิจารณาว่ารัฐได้รับภาษีจากโครงการ BOI ในอัตราที่ลดหย่อนหรือยกเว้นในช่วงแรก

    ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่จากการลงทุนเหล่านี้ไหลกลับไปยังบริษัทแม่ในจีน ขณะที่ต้นทุนสิ่งแวดล้อมและสุขภาพตกอยู่กับคนไทย นี่คือนิยามของการย้ายต้นทุนภายนอก หรือ Cost Externalization ที่ทุนข้ามชาติใช้มาตลอดประวัติศาสตร์โลก

    บทสรุป: ราคาที่แท้จริงของการเปิดประตูโดยไม่มีกระจกกรอง

    หากรัฐบาลไทยยังคงปล่อยให้ระบบกำกับดูแลตามไม่ทันความเร็วของทุนจีน และยังคงใช้นโยบายชักจูงการลงทุนแบบเดิมที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า EEC จะกลายเป็นกรณีศึกษาของการพัฒนาที่ผิดพลาด แทนที่จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ตามที่ตั้งใจไว้ตอนก่อตั้งโครงการ

    คำถามที่สังคมไทยควรถามคือจะกรองอย่างไรให้ได้ทุนคุณภาพ และจะสร้างกลไกรับผิดอย่างไรให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ไม่ใช่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ การพัฒนาที่ผลักภาระไว้ให้คนรุ่นถัดไปไม่ใช่การพัฒนา แต่เป็นการกู้ยืมต้นทุนสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่จะต้องถูกชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยทบต้นในวันข้างหน้า

    และในวันนั้น ผู้ที่ต้องจ่ายคือลูกหลานของเราทุกคน

    https://www.facebook.com/share/p/1Dwx3qYCfd/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทะลุ “โซนอันตราย”
    บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง
    สูงสุดรอบเกือบ 20 ปี
    จ่อเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก

    นักวิเคราะห์จาก HSBC ส่งสัญญาณเตือนภัยนักลงทุนเมื่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่โซนอันตรายอย่างเต็มตัว หลังเผชิญแรงเทขายอย่างหนักจนดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งทะลุ 5.19% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตปี 2007 ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีก็ไต่ระดับขึ้นไปแตะ 4.69% โดยสาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงฝังรากลึกและทิศทางดอกเบี้ยที่อาจตึงตัวต่อเนื่อง สถานการณ์นี้อาจสร้างแรงกดดันมหาศาลและลุกลามไปทุบตลาดหุ้นรวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ให้ร่วงลงได้

    แม้ว่าตอนนี้ตลาดจะยังพอยืนระยะได้เพราะผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ยังคงแข็งแกร่ง และนักลงทุนมองว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจกระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่ผู้เชี่ยวชาญจากค่ายต่างๆ ประเมินตรงกันว่า นี่คือสัญญาณเตือนระดับ "สีเหลือง" ที่ประมาทไม่ได้เด็ดขาด เพราะหาก Yield พันธบัตร 30 ปีทะยานขึ้นไปแตะระดับ 5.25% หรือพันธบัตร 10 ปีแตะ 4.65% เมื่อไหร่ เราอาจจะได้เห็นภาพการเทขายเพื่อปรับฐานในตลาดหุ้นแบบชุดใหญ่ งานนี้นักลงทุนต้องจับตาดูหน้ากระดานอย่างใกล้ชิดและเตรียมรัดเข็มขัดรับแรงกระแทกให้ดี

    https://www.cnbc.com/2026/05/20/us-...strategists-say.html?__source=androidappshare

    https://www.facebook.com/share/p/18TL3x1Jup/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน ตึงเครียดหนักในประเด็นนิวเคลียร์และช่องแคบฮอร์มุซ

    รัฐมนตรีมหาดไทยของปากีสถาน อยู่ที่กรุงเตหะรานเพื่อร่วมการเจรจารอบใหม่ (ตามรายงานของแหล่งข่าว Al Arabiya)

    สหรัฐฯ ได้ยกระดับข้อเรียกร้องต่ออิหร่านในเรื่องโครงการนิวเคลียร์และการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมส่งสัญญาณว่าจะไม่ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขหลักในทั้งสองประเด็นนี้

    แหล่งข่าวระบุว่า วอชิงตันแสดงท่าทีผ่อนปรนเรื่องการลดมาตรการคว่ำบาตรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่อิหร่านยังคงไม่ปักใจเชื่อในคำรับประกันของสหรัฐฯ ว่าจะไม่กลับมาเกิดความขัดแย้งกันอีก

    https://www.facebook.com/share/1Csy1ZK5xu/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ศึกชิงที่ดินหนองจานที่ดิน 45 ไร่! หลังยึดคืนจากกัมพูชา “เจ๊รัตน์” ขวางชาวบ้านอ้างเป็นที่ดินตนเอง ด้านชาวบ้านโวยมีเอกสารสิทธิ์ชัด
    .
    จากกรณีชาวบ้านหนองจานที่สูญเสียที่ดินทำกินไปกว่า 40 ปี กำลังกลับเข้าทำกินในที่ดินที่ทหารไทยยึดคืนจากกัมพูชาได้ ในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน หมู่ที่ 3 ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
    .
    โดยระหว่างที่กลุ่มของชาวบ้านเจ้าของที่ดินเดิมที่เคยมีสิทธิทำกิน ส.ค.1 แต่ถูกกัมพูชายึดครองที่ดินไป อยู่ระหว่างเข้าสู่กระบวนการรังวัดแนวเขตที่ดินเพื่อรับโฉนด แต่มีกลุ่มของนางทองลัด หรือ “เจ๊รัตน์” อดีตภรรยากำนันลี อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินและทำกินมานานเช่นกัน รวมถึงเป็นคนจ่ายเงินภาษีบำรุงท้องที่ให้กับหน่วยงานท้องถิ่นด้วย
    .
    ขณะที่นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง และตำรวจพยายามไกล่เกลี่ย แต่ต่างฝ่ายต่างยืนยันสิทธิ์ของตนเอง และ ไปลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ.โคกสูง เป็นหลักฐาน
    ด้านนายสง่า ศรีเพีย หนึ่งในเจ้าของที่ดิน 45 ไร่ ที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับเจ๊รัตน์ เล่าว่า ในการเจรจากัน นายอำเภอบอกให้ทั้งสองฝ่ายหยุดการดำเนินการในที่ดินดังกล่าวก่อน ซึ่งตนมองว่า ไม่เป็นธรรม เพราะตนได้รับมอบสิทธิ์ทำกินจากผู้ว่าฯ และมีเอกสารสิทธิ์ ส.ค.1อยู่ ในขณะที่เจ๊รัตน์ ไม่มีเอกสารใดยืนยันการครอบครอง
    .
    ซึ่งเมื่อสองฝ่ายไม่ยอม นายอำเภอก็บอกให้ไปฟ้องศาลกันเอง ให้ศาลมีคำสั่งออกมาว่าเป็นสิทธิ์ของใคร ซึ่งตนมองว่าไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อในเมื่อเป็นที่ดินที่ภาครัฐมอบให้แล้ว เหตุใดต้องไปฟ้องศาลอีก และชาวบ้านทั่วไปก็ไม่ได้มีเงินมากมายจะไปจ้างทนายมาทำคดี
    .
    โดยนายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง จ.สระแก้ว ระบุว่า จากการเชิญทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกันได้ข้อยุติในเบื้องต้นว่า ให้ต่างฝ่ายต่างทำกินในจุดที่ไม่มีปัญหาที่ดินทับซ้อนกันก่อน ส่วนจุดที่มีปัญหาทับซ้อนกันซึ่งล้วนแต่เป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยก็ต้องรอกระบวนการพิสูจน์ของที่ดิน เพราะเจ๊รัตน์ก็อ้างว่า จ่ายภาษีบำรุงที่ดินมาตลอด ขณะที่อีกฝ่ายก็ถือเอกสาร ส.ค.1 และยังอยู่ระหว่างกระบวนการรังวัดสอบเขตก่อนออกโฉนด
    .
    ซึ่งตรงนี้ตนยังไม่ขอออกความเห็นหรือตัดสินว่าเป็นของใคร ส่วนที่ผู้ว่าฯ มอบสิทธิ์ในที่ดินให้ชาวบ้าน เป็นการมอบสิทธิ์ตามเอกสารสิทธิ์ที่ครอบครองอยู่ ซึ่งต้องรอการรังวัดสอบเขต หากจะคัดค้าน หรือ โต้แย้งกรรมสิทธิ์กันก็ต้องว่ากันตรงนั้น
    .
    #ไทยกัมพูชา #ชายแดน #บ้านหนองจาน #บ้านหนองหญ้าแก้ว #สระแก้ว #กองกำลังบูรพา #ทวงคืนผืนแผ่นดินไทย #หนองจาน #เจ๊รัตน์ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    https://www.facebook.com/share/1GvvGB6NNw/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ค่าเงินอินเดียทรุดหนัก รูปีอ่อนสุดเป็นประวัติการณ์

    ถ้ามองเผินๆ นี่อาจเป็นแค่ข่าวค่าเงินอีกประเทศหนึ่ง
    แต่ความจริงคือ “สัญญาณบางอย่างในระบบโลกกำลังเปลี่ยน”

    วันนี้ค่าเงินรูปีของอินเดีย
    อ่อนค่าลงแตะระดับเกือบ 96-97 ต่อดอลลาร์

    และถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2009
    มันสูญเสียมูลค่าไปแล้วมากกว่า 50%

    นี่ไม่ใช่การอ่อนค่าแบบชั่วคราว
    แต่มันคือ “แนวโน้มระยะยาว” ที่กำลังกัดกินเศรษฐกิจ

    สิ่งที่กดดันรูปีหนักที่สุดคือ “น้ำมัน”

    อินเดียต้องนำเข้าน้ำมันถึง 85-90% ของการใช้ทั้งประเทศ

    เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
    ทุกการอ่อนค่าของรูปี
    แปลว่าต้นทุนประเทศสูงขึ้นทันที

    ยิ่งค่าเงินอ่อน
    ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อน้ำมัน

    และเมื่อซื้อน้ำมันแพงขึ้น
    ต้นทุนทุกอย่างในประเทศก็แพงตาม

    ตั้งแต่ค่าไฟ
    ค่าขนส่ง
    ไปจนถึงอาหาร

    นี่คือวงจรเงินเฟ้อที่กำลังเริ่มก่อตัว

    อีกด้านหนึ่ง
    เงินทุนต่างชาติเริ่ม “ไหลออก”

    ในปี 2026 มีเงินไหลออกจากตลาดอินเดียแล้วกว่า 17-23 พันล้านดอลลาร์

    เมื่อเงินทุนออก
    ความต้องการถือรูปีลดลง

    ค่าเงินก็ยิ่งอ่อนลงไปอีก

    ซ้ำเติมด้วยดอลลาร์ที่แข็งค่า
    จากนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ

    ภาพทั้งหมดนี้
    กำลังสร้างแรงกดดันพร้อมกัน

    ธนาคารกลางอินเดีย (RBI)
    ต้องใช้เงินสำรองเข้าแทรกแซง

    ขายดอลลาร์เพื่อพยุงค่าเงิน

    แม้จะมีเงินสำรองสูงเกือบ 700 พันล้านดอลลาร์
    แต่ก็ไม่สามารถ “สู้เทรนด์ระยะยาว” ได้ทั้งหมด

    สิ่งที่น่าสนใจคือ
    ค่าเงินอ่อน ไม่ได้แย่ทั้งหมด

    ฝั่งการส่งออก
    อินเดียได้ประโยชน์ทันที

    สินค้าอินเดียถูกลงในสายตาต่างชาติ

    บริษัท IT
    ยา
    และภาคการผลิตบางส่วน
    ยังคงแข่งขันได้ดีขึ้น

    แต่ปัญหาคือ
    อินเดียยังพึ่งพาการนำเข้าสูง

    โดยเฉพาะพลังงาน

    ดังนั้นผลลบจึง “ใหญ่กว่า” ผลบวกในระยะสั้น

    ตลาดหุ้นอินเดียเริ่มมีแรงกดดัน

    นักลงทุนต่างชาติขาย
    ค่าเงินอ่อน
    ต้นทุนบริษัทเพิ่ม

    แม้บาง sector ยังโตได้
    แต่ valuation เริ่มถูกตั้งคำถาม

    และนี่คือจุดที่เรื่อง “ทองคำ” เริ่มเข้ามาเกี่ยว

    อินเดียคือหนึ่งในประเทศที่ “รักทองคำ” มากที่สุดในโลก

    ทั้งในมุมวัฒนธรรม
    และการลงทุน

    เมื่อรูปีอ่อน

    ราคาทองในประเทศจะ “แพงขึ้นทันที”
    แม้ราคาทองโลกจะไม่เปลี่ยน

    เพราะทองซื้อขายเป็นดอลลาร์

    นี่ทำให้ราคาทองในอินเดียพุ่งขึ้นแรง

    ล่าสุดทองคำ 24K อยู่ระดับสูงมากในประวัติศาสตร์

    ในระยะสั้น
    ราคาที่แพงขึ้นอาจทำให้ demand ชะลอ

    แต่ในระยะยาว
    มันกลับทำให้คนอินเดีย “ยิ่งเชื่อในทอง”

    เพราะพวกเขาเห็นชัดว่า
    ค่าเงินสามารถอ่อนลงได้เรื่อยๆ

    แต่ทองยังรักษามูลค่าได้

    ธนาคารกลางอินเดียเอง
    ก็เพิ่มการถือทองคำต่อเนื่อง

    เพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอินเดีย

    แต่มันสะท้อนภาพใหญ่ของโลก

    ประเทศที่พึ่งพานำเข้า
    กำลังเปราะบางมากขึ้น

    ในยุคที่พลังงานแพง
    และดอลลาร์แข็ง

    ค่าเงินอ่อน
    เงินเฟ้อสูง
    ต้นทุนพุ่ง

    ทั้งหมดกำลังเกิดพร้อมกัน

    คำถามสำคัญคือ

    ถ้าราคาน้ำมันยังสูง
    และเงินดอลลาร์ยังแข็ง

    ค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ
    จะเริ่มเดินตามเส้นทางเดียวกันหรือไม่

    และถ้าเป็นแบบนั้นจริง

    สิ่งที่เราเห็นในอินเดียวันนี้
    อาจเป็นแค่ “จุดเริ่มต้น” ของแรงสั่นสะเทือนที่ใหญ่กว่านั้น

    https://www.facebook.com/share/18ZaDS7mam/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เงินเฟ้อรอบใหม่? Schiff เตือนใหญ่สุดตั้งแต่ยุค 70s

    มีบางเสียงในตลาดที่ไม่ได้กำลัง “ตกใจ”
    แต่กำลัง “เตือน”

    และครั้งนี้เสียงนั้นมาจาก Peter Schiff

    เขาบอกว่า
    สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เงินเฟ้อธรรมดา
    แต่คือการเริ่มต้นของ “คลื่นใหญ่”
    ที่อาจรุนแรงที่สุดตั้งแต่ยุค 1970s

    ถ้าฟังดูแรง
    ต้องเข้าใจก่อนว่าเขากำลังเปรียบกับช่วงเวลาที่เงินเฟ้อในสหรัฐ
    เคยพุ่งเกิน 10-15%

    ยุคนั้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว
    แต่มาจากการชนกันของหลายแรง

    ราคาน้ำมันพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง
    รัฐบาลใช้จ่ายหนัก
    ระบบการเงินเริ่มเสียสมดุล

    และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา
    คือ stagflation

    เศรษฐกิจไม่โต
    แต่ราคาทุกอย่างแพงขึ้น

    ภาพบางอย่างกำลังเริ่ม “คล้าย”

    ราคาพลังงานกลับมาเป็นตัวแปรหลักอีกครั้ง
    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ supply น้ำมันโลกตึงตัว

    เงินเฟ้อที่เคยลดลง
    เริ่มมีแรงดันกลับขึ้น

    ขณะเดียวกัน
    ฝั่งการคลังของสหรัฐกำลังตึงตัวมาก

    หนี้ทะลุระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
    และยังไม่มีสัญญาณชะลอการขาดดุล

    เมื่อเอาสองอย่างนี้มารวมกัน

    ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า
    ดอกเบี้ยจะ “ลงได้จริงไหม”

    และคำตอบที่สะท้อนออกมาคือ
    bond yield ที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    นี่คือสิ่งที่ Schiff มองเห็น

    แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่คำเตือนของเขา

    คือ “พฤติกรรมตลาด” ที่สวนทางกัน

    ในช่วงที่ผ่านมา
    ทั้งทองคำ หุ้น และ silver
    กลับปรับตัวลงพร้อมกัน

    ในขณะที่ bond yield และผลตอบแทนเงินสด
    กลับสูงขึ้น

    เงินสดที่ให้ผลตอบแทนระดับ 5%+
    กลายเป็น competitor ของทุกสินทรัพย์

    นักลงทุนจำนวนหนึ่งเลือก “ขายทุกอย่าง”
    เพื่อถือ cash

    นี่คือสัญญาณของ liquidity tension

    แม้แต่ทองคำ
    ซึ่งมักถูกมองว่าเป็น safe haven

    ก็ไม่ได้รอดในระยะสั้น

    silver ยิ่งผันผวนหนักกว่า
    เพราะมีทั้ง demand จากอุตสาหกรรมและการเก็งกำไร

    เวลาตลาดตึง
    มันมักถูกขายแรงกว่าทอง

    ตรงนี้ทำให้คำถามเรื่อง “ถือทอง”
    ไม่ได้มีคำตอบเดียว

    ในระยะยาว
    ทองยังมีบทบาทเป็น hedge ต่อการลดค่าของเงิน

    โดยเฉพาะในโลกที่หนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    แต่ในระยะสั้น
    มันสามารถลงพร้อมตลาดได้

    สิ่งที่ Schiff ถูกคือ
    โครงสร้างของระบบกำลังเปราะบางมากขึ้น

    แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ
    timing ของวิกฤต ไม่เคยง่าย

    ถ้ามองในมุมกว้าง

    สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่การซ้ำรอย 1970s แบบตรงตัว

    แต่เป็น “เวอร์ชันใหม่”

    ที่มีเทคโนโลยี
    มี AI
    มีตลาดทุนที่ใหญ่และเชื่อมโยงกันมากกว่าเดิม

    และมีหนี้ในระบบสูงกว่ามาก

    ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่แค่เงินเฟ้อ

    แต่อยู่ที่ความสามารถของระบบ
    ในการ “รับต้นทุนที่สูงขึ้น”

    ถ้าเงินเฟ้อยังอยู่
    และดอกเบี้ยยังสูง

    โลกที่เคยพึ่งพาเงินถูก
    จะเริ่มมีแรงเสียดทานมากขึ้นเรื่อยๆ

    ตลาดอสังหา
    หุ้น growth
    บริษัทที่ leverage สูง

    ทั้งหมดจะถูกทดสอบ

    ในอีกด้าน
    สินทรัพย์ที่มี cash flow จริง
    หรือผูกกับ commodity

    อาจเริ่มถูกมองใหม่

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่แค่สงคราม

    แต่คือ
    หลังสงครามจบ

    เงินเฟ้อจะ “ยอมลง” หรือไม่

    และถ้ามันไม่ลง

    Fed จะเลือกอะไร
    ระหว่างการคุมเงินเฟ้อ
    กับการพยุงเศรษฐกิจ

    เพราะคำตอบของคำถามนี้
    จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของทั้งตลาดโลกในรอบถัดไป

    https://www.facebook.com/share/p/1L7z2Gre99/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กู้ร่วมกับแฟน แล้วเลิกกัน บ้านหลังนั้นเป็นของใคร?

    ผมอยากให้ลองนึกภาพนี้ครับ

    มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง
    กับแฟนอยู่ด้วยกันมาหลายปี
    ตัดสินใจซื้อบ้านด้วยกัน
    กู้ร่วม ผ่อนร่วม ชื่อในโฉนดมีทั้งคู่

    ทุกอย่างดูสมเหตุสมผล
    เพราะตอนนั้น รู้สึกว่านี่คือคนที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอด

    แต่สองปีให้หลัง
    ความสัมพันธ์มันไม่ได้เป็นแบบนั้น

    เลิกกัน

    แล้วก็เกิดคำถามที่ไม่มีใครเตรียมคำตอบไว้ให้
    บ้านหลังนั้น เป็นของใครครับ?

    ---

    ก่อนตอบ ต้องเข้าใจก่อนว่ากฎหมายไทยมองเรื่องนี้ยังไง

    ถ้าทั้งคู่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส
    บ้านหลังนั้นไม่ใช่ "สินสมรส"
    ตามกฎหมาย มันคือ "กรรมสิทธิ์ร่วม"

    แปลว่าใครมีชื่อในโฉนด คนนั้นถือกรรมสิทธิ์ตามสัดส่วน

    ถ้าชื่อคุณอยู่ในโฉนด 50/50
    คุณก็ถือกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง
    ไม่ว่าจะออกเงินดาวน์มาเท่าไหร่
    ไม่ว่าจะผ่อนมากกว่าอีกฝ่ายแค่ไหน

    โฉนดคือสิ่งที่กฎหมายดูครับ
    ไม่ใช่ความรู้สึก และไม่ใช่หลักฐานการโอนเงิน

    ---

    แล้วถ้าเลิกกันแล้ว จะจัดการบ้านหลังนั้นยังไง?

    มีทางออกหลักอยู่สามทางครับ

    ทางแรก คนใดคนหนึ่งซื้อส่วนของอีกฝ่ายออกมา

    ฝ่ายที่อยากได้บ้าน ประเมินมูลค่าบ้านก่อน
    แล้วจ่ายค่าตอบแทนให้อีกฝ่ายตามสัดส่วนที่ถือ
    จากนั้นโอนชื่อออกจากโฉนด และรีไฟแนนซ์ให้เหลือผู้กู้คนเดียว

    ฟังดูตรงไปตรงมา แต่ปัญหาคือ
    ธนาคารต้องอนุมัติใหม่
    ถ้าฝ่ายที่รับบ้านไปมีรายได้ไม่พอกู้คนเดียว
    ก็ยังค้างชื่ออีกฝ่ายไว้ในสัญญากู้อยู่ดี

    นั่นแปลว่าแม้จะเลิกกันแล้ว
    อีกฝ่ายยังมีภาระหนี้ร่วมกับคุณอยู่ครับ

    ทางที่สอง ขายบ้านออกไปแล้วแบ่งเงินกัน

    เป็นทางที่สะอาดที่สุดถ้าทั้งคู่ตกลงกันได้
    ขายในราคาตลาด หักหนี้ที่เหลือ แล้วแบ่งกันตามสัดส่วนในโฉนด
    ไม่มีใครต้องแบกภาระต่อ ทุกอย่างจบสะอาด

    แต่ถ้าตลาดไม่ดี ขายได้ราคาต่ำกว่าหนี้ที่เหลือ
    ทั้งคู่ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบส่วนต่างนั้นด้วย

    ทางที่สาม ผ่อนต่อร่วมกันไปก่อนแบบชั่วคราว

    บางคู่เลือกทางนี้เพราะยังขายไม่ได้
    หรือยังตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะเอาบ้าน
    แต่ต้องระวังมากครับ

    เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดจ่าย
    อีกฝ่ายก็กระทบทันที ทั้งเครดิตบูโร ทั้งภาระหนี้

    ความสัมพันธ์พังไปแล้ว
    แต่ผลกระทบทางการเงินยังผูกกันอยู่

    ---

    สิ่งที่อันตรายที่สุดในสถานการณ์นี้

    ไม่ใช่การเลิกกันครับ

    แต่คือการไม่คุยกัน

    หลายคู่พอเลิกกัน ก็ตัดการติดต่อเลย
    ไม่ยอมเจรจาเรื่องบ้าน
    ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายออกก่อน
    แล้วก็ไม่มีใครออก

    ระหว่างนั้น ดอกเบี้ยวิ่ง
    ถ้ามีฝ่ายใดหยุดจ่าย ธนาคารก็ตามทั้งคู่
    เครดิตบูโรของคุณก็พังไปด้วย
    ทั้งที่คุณไม่ได้เป็นคนหยุดจ่ายเลย

    ---

    แล้วถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมเจรจา ทำยังไงได้บ้าง?

    มีช่องทางครับ

    ยื่นฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม

    กฎหมายไทยเปิดช่องให้เจ้าของร่วม
    ยื่นต่อศาลขอให้แบ่งทรัพย์สินได้
    ศาลอาจสั่งให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกัน

    มันไม่ใช่เส้นทางที่อยากใช้
    เพราะใช้เวลาและค่าใช้จ่าย
    แต่มันคือทางออกสุดท้ายที่มีจริงในระบบ

    ---

    บทเรียนที่แพงที่สุด

    คือสิ่งที่ควรทำก่อนซื้อบ้านด้วยกัน
    ไม่ใช่หลังจากเลิกกันครับ

    ถ้าวันนี้คุณกำลังจะกู้ร่วมกับใครสักคน
    ไม่ว่าจะเป็นแฟน พี่น้อง หรือเพื่อนสนิท
    สิ่งที่ควรตกลงกันให้ชัดก่อนเซ็นสัญญา มีดังนี้ครับ

    ใครออกดาวน์เท่าไหร่ และนับเป็นสัดส่วนกรรมสิทธิ์ไหม
    ถ้าฝ่ายใดผ่อนไม่ไหว จะจัดการยังไง
    ถ้าต้องการออกจากสัญญากู้ร่วม มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

    เรื่องพวกนี้ฟังดูไม่โรแมนติกครับ
    แต่มันคือสิ่งที่ปกป้องทั้งคู่
    ถ้าวันหนึ่งชีวิตไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้

    ---

    สรุป

    กู้ร่วมกันแล้วเลิกกัน ไม่ใช่จุดจบ

    แต่มันคือจุดที่ต้องใช้หัวมากกว่าใช้ความรู้สึก

    บ้านหลังนั้นเป็นของทั้งคู่ตามกฎหมาย
    ทางออกมีอยู่ แต่ต้องเจรจา ต้องวางแผน และต้องลงมือก่อนที่เรื่องจะบานปลาย

    คนที่ผ่านจุดนี้มาได้โดยไม่เสียทั้งบ้านและเครดิตบูโร
    ไม่ใช่คนที่โชคดีครับ

    แต่คือคนที่รู้จักสิทธิ์ของตัวเอง
    และไม่รอให้ปัญหามันแก้ตัวเอง

    เป็นกำลังใจให้ครับ

    https://www.facebook.com/share/p/1LAHyNVLwm/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตุรกีเทขายทองคำ $43B ป้องกันค่าเงิน วิกฤตลิร่า

    เวลาประเทศหนึ่ง “ต้องขายทอง” เพื่อพยุงค่าเงิน
    มันไม่ใช่แค่ข่าวการเงิน…แต่มันคือสัญญาณของแรงกดดันระดับประเทศ

    มีนาคม 2026 ธนาคารกลางตุรกีสร้างสถิติใหม่
    ลดทุนสำรองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภายในเดือนเดียว

    ตัวเลขหายไปกว่า 43,000 ล้านดอลลาร์
    เบื้องหลังไม่ใช่แค่การขายเงินตรา
    แต่รวมถึง “ทองคำ” ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการหา liquidity

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ตุรกีเจอแรงกระแทกหลายด้านพร้อมกัน

    สงครามในตะวันออกกลางดันราคาพลังงานขึ้น
    เงินทุนไหลออก
    ความต้องการดอลลาร์พุ่ง
    และค่าเงินลิร่าอ่อนค่าหนักต่อเนื่อง

    เมื่อค่าเงินเริ่มหลุดการควบคุม
    สิ่งที่ธนาคารกลางทำได้มีไม่กี่อย่าง

    หนึ่งในนั้นคือ “เอาทองออกมาใช้”

    แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตุรกีไม่ได้แค่ “ขายทอง” ตรงๆ
    พวกเขาใช้สิ่งที่เรียกว่า gold swaps

    กลไกนี้ทำงานแบบนี้

    ธนาคารกลางนำทองคำไปแลกกับเงินดอลลาร์จากธนาคารพาณิชย์หรือคู่ค้าต่างประเทศ
    โดยมีข้อตกลงว่าจะ “ซื้อคืน” ในอนาคต

    มันเหมือนการเอาทองไปจำนำ
    เพื่อเอาเงินสดมาใช้ทันที

    ข้อดีคือ
    ไม่ต้องขายขาด
    ยังรักษาทองไว้ในงบดุลระยะยาว

    แต่ข้อเสียคือ
    มันสะท้อนว่า “เงินสดกำลังขาดมือ”

    และเมื่อสถานการณ์ตึงตัวมาก
    การ swap อาจไม่พอ
    สุดท้ายก็ต้อง “ขายจริง”

    สิ่งที่เกิดขึ้นในมีนาคมคือการใช้ทั้งสองเครื่องมือพร้อมกัน
    ทั้ง swap และ outright sale

    เพื่ออัดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ
    และพยายามชะลอการอ่อนค่าของลิร่า

    แต่ตลาดไม่ได้เชื่อทั้งหมด

    แม้จะใช้เงินสำรองจำนวนมหาศาล
    ค่าเงิน TRY/USD ยังอ่อนต่อเนื่องไปถึงเดือนพฤษภาคม

    แปลว่า intervention นี้
    ช่วย “ซื้อเวลา” แต่ไม่สามารถ “เปลี่ยนทิศ”

    นี่คือจุดที่นักลงทุนต้องอ่านให้ออก

    เพราะมันสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าระดับ reserves

    ตุรกีเผชิญเงินเฟ้อสูงมาหลายปี
    นโยบายการเงินมีความผันผวน
    และความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติไม่เสถียร

    เมื่อเกิด shock จากภายนอก
    ระบบจึงรับแรงกระแทกได้ยากกว่าปกติ

    แต่เรื่องไม่ได้จบแค่ภาพลบ

    หลังจากเทขายหนักในมีนาคม
    ตุรกีกลับมาซื้อทองเพิ่มกว่า 36 ตันในต้นเมษายน

    นี่คือสัญญาณสำคัญ

    มันบอกว่า
    ประเทศไม่ได้ต้องการ “ทิ้งทอง”
    แต่กำลังใช้ทองเป็นเครื่องมือ tactical

    สะสมในช่วงสงบ
    ใช้ในช่วงวิกฤต
    แล้วค่อย rebuild เมื่อสถานการณ์เริ่มนิ่ง

    นี่คือพฤติกรรมของประเทศที่มองทองเป็น “strategic reserve”
    ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ลงทุน

    ในมุมตลาดโลก สิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายมาก

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
    ธนาคารกลางทั่วโลกเป็น “ผู้ซื้อสุทธิ” ของทองคำ

    แต่ตุรกีกลายเป็น “ผู้ขายรายใหญ่” ชั่วคราว

    คำถามคือ
    ถ้ามีประเทศอื่นต้องทำแบบเดียวกัน
    ตลาดทองจะรับแรงขายไหวแค่ไหน

    อีกมุมหนึ่ง
    เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นบทบาทของ sovereign strategy ชัดขึ้น

    ประเทศไม่ได้ถือทองเพื่อกำไรระยะสั้น
    แต่ถือเพื่อ “เอาตัวรอดในวันที่เงินกระดาษมีปัญหา”

    และในโลกที่ geopolitical risk เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    บทบาทนี้จะยิ่งสำคัญขึ้น

    สำหรับนักลงทุน
    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตุรกี

    แต่มันคือภาพ preview ของสิ่งที่อาจเกิดกับประเทศอื่น
    ถ้าเจอแรงกดดันพร้อมกันทั้งค่าเงิน เงินเฟ้อ และทุนไหลออก

    คำถามที่ต้องคิดต่อคือ
    ถ้าวันหนึ่งหลายประเทศต้อง “ขายทองพร้อมกัน”
    สมดุลของตลาดการเงินโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน

    และในสถานการณ์แบบนั้น
    สินทรัพย์ไหนจะกลายเป็นที่หลบภัยจริงๆ
    เมื่อแม้แต่ทองคำยังถูกใช้เพื่อเอาสภาพคล่องออกมาใช้ก่อน

    https://www.facebook.com/share/p/1Cdop2wGU3/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ขายขี้หน้าไปทั่วโลก เหมนโชว์ชุด “นารายณ์แผลงศร” ในงานคานส์ สุดท้ายการ์ดควบคุมตัวออกจากงาน พร้อมดำเนินคดีข้อหาบุกรุกภายในงานโดยที่ไม่ได้รับเชิญ

    >> อ่านข่าวในคอมเมนต์

    ขายขี้หน้าไปทั่วโลก เหมนโชว์ชุด “นารายณ์แผลงศร” ในงานคานส์ สุดท้ายการ์ดควบคุมตัวออกจากงาน พร้อมดำเนินคดีข้อหาบุกรุกภายในงานโดยที่ไม่ได้รับเชิญ


    #TOPNEWS #TOPNEWSONLINE #TOPUPDATE

    https://www.facebook.com/share/p/18VaR99BLh/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข้อได้เปรียบที่คาดไม่ถึงของ Su-57 เหนือกว่า F-22 และ F-35 ของสหรัฐฯ ได้ถูกเปิดเผยแล้ว

    บริษัท United Aircraft Corporation ของรัสเซียได้เผยแพร่ภาพแรกของเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้า Su-57 รุ่นใหม่ ซึ่งมีรายงานว่าใช้ชื่อรุ่นว่า Su-57D การบินทดสอบครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นิตยสาร Military Watch Magazine (MWM) ของสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้าของรัสเซียมีข้อได้เปรียบที่สำคัญเหนือเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ

    แง่มุมที่น่าสนใจและมีข้อได้เปรียบเป็นพิเศษของการออกแบบเครื่องบินขับไล่นี้คือ ต้นทุนการดำเนินงานและข้อกำหนดในการบำรุงรักษาเทียบได้กับเครื่องบินขับไล่ Su-27 และ Su-30 เมื่อมันเข้ามาแทนที่
    – MWM อธิบาย

    ผู้เขียนเสริมว่า สิ่งนี้ทำให้สามารถทดแทนเครื่องบินเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มภาระให้กับโครงสร้างพื้นฐานหรือลดความพร้อมใช้งานในการปฏิบัติงาน สิ่งนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเครื่องบินขับไล่ F-22 และ F-35 ของสหรัฐฯ ซึ่งจากการประมาณการบางส่วน มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินสูงกว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นที่สี่อย่าง F-15 และ F-16 ถึง 60-100%

    ในขณะที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่เครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้าในสหรัฐฯ จำเป็นต้องลดจำนวนฝูงบินและเพิ่มงบประมาณอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความพร้อมรบ แต่กองทัพอากาศรัสเซียและเหล่าทัพอื่นๆ ที่เปลี่ยนมาใช้ Su-57 นั้นคาดว่าจะไม่ประสบปัญหาดังกล่าว
    - สื่อสิ่งพิมพ์กล่าว

    สื่อสิ่งพิมพ์ยังเน้นย้ำว่า Su-57 เป็นหนึ่งในสี่เครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้าที่ผลิตอยู่ทั่วโลก ร่วมกับ J-20 และ J-35 ของจีน และ F-35 ของสหรัฐฯ เครื่องบินลำนี้ถูกใช้ในการรบที่มีความเข้มข้นสูงบ่อยกว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นอื่นๆ ในยุคเดียวกัน

    ในสมรภูมิรบของยูเครน เครื่องบินลำนี้ไม่ได้ใช้เพียงแค่สำหรับการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินอย่างแม่นยำเท่านั้น แต่ยังใช้ในปฏิบัติการที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก รวมถึงการทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน และตามรายงานบางฉบับ ยังใช้ในการต่อสู้ทางอากาศระยะไกลอีกด้วย
    – นิตยสาร Military Watch เน้นย้ำ

    โดยสรุปแล้ว นิตยสารชี้ให้เห็นว่าเครื่องบินขับไล่สองที่นั่งนี้อาจมีประโยชน์อย่างมากสำหรับภารกิจบัญชาการและควบคุมในกองทัพรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับอากาศยานไร้คนขับ เช่น S-70 Okhotnik
    .

    https://www.facebook.com/share/p/1B9SBBdYUb/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดรายงานสอบสวนแก๊งหลอกลวงในกัมพูชา ชี้จีน “จงใจไม่ปราบปราม” เปิดทางให้เครือข่ายเติบโต พบหลักฐานรัฐวิสาหกิจจีนทำสัญญากับ Prince Group ตั้งแต่ปี 2018

    House Select Committee on the CCP เผยผลสอบสวนแบบสองพรรค ระบุเครือข่ายค่ายหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาโกงชาวอเมริกันปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมเอ่ยชื่อ “ฮุน โต” ลูกพี่ลูกน้องนายกฯ ฮุน มาเนต ถือหุ้น Huione 30% แต่ยังเดินทาง-ลงทุนในสหรัฐฯ ได้อย่างเสรี

    วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 คณะกรรมาธิการพิเศษสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่าด้วยพรรคคอมมิวนิสต์จีน (House Select Committee on the CCP) ได้เผยแพร่รายงานการสอบสวนเครือข่ายค่ายหลอกลวงออนไลน์ (scam compounds) ในกัมพูชา ซึ่งถือเป็นรายงานฉบับแรกที่จัดทำในลักษณะ bipartisan หรือร่วมมือกันระหว่างสองพรรคใหญ่ของสหรัฐฯ
    ข้อสรุปสำคัญของรายงานระบุว่า รัฐบาลจีนไม่ได้เป็นผู้สั่งการระบบเครือข่ายหลอกลวงเหล่านี้โดยตรง แต่การที่จีน “จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินการ” (deliberate failure to act) คือสิ่งที่เปิดทางให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาตินี้เติบโตและขยายตัวจนใหญ่โตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
    รายงานฉบับนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกหลักฐานเอกสารว่า รัฐวิสาหกิจของจีน (Chinese state-owned enterprise) ได้ทำสัญญากับกลุ่ม Prince Group เมื่อปี 2018 เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชา ซึ่งต่อมาถูกแปรสภาพและใช้งานเป็นค่ายหลอกลวงออนไลน์ที่กักขังเหยื่อจากทั่วโลก
    เจค็อบ ซิมส์ (Jacob Sims) นักวิจัยรับเชิญจากศูนย์เอเชีย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นพยานหลักที่บรรยายรายละเอียดของเครือข่ายให้คณะกรรมาธิการรับฟัง โดยเขายังเอ่ยถึงชื่อของ ฮุน โต (Hun To) ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นผู้ถือหุ้น 30% ในบริษัท Huione อันเป็นแพลตฟอร์มการเงินที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของเครือข่ายหลอกลวง
    ที่น่าตกใจคือ จนถึงปัจจุบัน ฮุน โต ยังไม่ถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรหรือถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในสหรัฐฯ และยังสามารถเดินทางเข้าประเทศหรือลงทุนในสหรัฐฯ ได้อย่างเสรี
    อีกหนึ่งคำให้การที่สั่นสะเทือนวงประชุมคือของ เอริน เวสต์ (Erin West) จากปฏิบัติการ Operation Shamrock ซึ่งเดินทางไปยังกรุงพนมเปญเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และพบค่ายหลอกลวงแห่งใหม่ถึง 4 แห่ง ซึ่งยังไม่ปรากฏบนแผนที่ Google Maps ด้วยซ้ำ
    เวสต์เล่าว่าค่ายเหล่านี้ส่องสว่างด้วยไฟทั้งกลางคืน “เหมือนสนามแข่งขัน NFL” และระหว่างที่เธอกำลังบันทึกภาพ ก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ล้อมรอบ บางคนสวมเครื่องแบบตำรวจกัมพูชา และสั่งให้เธอลบวิดีโอที่ถ่ายเอาไว้ทั้งหมด
    ตามรายงานของคณะกรรมาธิการ เครือข่ายค่ายหลอกลวงเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับชาวอเมริกันไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 365,000 ล้านบาท) และเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหลายประเภทพร้อมกัน ทั้งการค้ามนุษย์ อาชญากรรมไซเบอร์ และการเงินผิดกฎหมาย โดยมีจุดเชื่อมโยงกับจีนผ่านโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) การโฆษณาชวนเชื่อ และการที่ทางการจีนไม่ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง
    ในคำกล่าวปิดท้าย เจค็อบ ซิมส์ ได้ส่งสารเตือนภัยอย่างชัดเจนว่า “กัมพูชาคือคำเตือน” (Cambodia is a warning) เพราะอาชญากรรมไซเบอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐนั้นมีลักษณะสามประการที่อันตรายอย่างยิ่ง คือ ทำกำไรได้สูงมาก (lucrative) แปรเปลี่ยนรูปแบบได้ง่าย (fungible) และขยายตัวได้รวดเร็ว (scalable)

    เครดิต: Jacob in Cambodia (@jacobincambodia) / House Select Committee on the CCP / Operation Shamrock / Harvard Asia Center

    https://www.facebook.com/share/p/1CwEY8mrRC/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ซินเคอหยวน” ผีเหล็กจีนคืนชีพ! ลือสนั่นวงการ จ่อรีสตาร์ตโรงงาน หลังถูกปิดยาวจากคดีตึก สตง.ถล่ม

    ภาคเอกชนเหล็กไทยขอบคุณ “วราวุธ” ชะลอเกม หวั่นเหล็กเตา IF ไร้มาตรฐานทะลักตลาดซ้ำรอย — ย้อนวีรกรรมจากเครนถล่มดับ 7 ศพ ถังแก๊สระเบิด สู่เหล็กเส้นในซากตึก สตง.
    วงการอุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวลือสนั่นว่า บริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด (SKY) โรงงานเหล็กทุนจีนยักษ์ใหญ่ใน จ.ระยอง กำลังพยายามจะกลับมาเดินเครื่องโรงงานอีกครั้ง หลังถูกสั่งปิดและถูกดำเนินคดีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2567
    ล่าสุด กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทยออกมาขอบคุณ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบัน ที่ตัดสินใจ “ชะลอ” การอนุญาตให้โรงงานเตา Induction Furnace (IF) แห่งนี้กลับมาผลิตอีกครั้ง จนกว่าจะปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ครบถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เหล็กด้อยคุณภาพทะลักออกสู่ตลาดและกระทบความปลอดภัยของประชาชนซ้ำรอยเดิม
    ทำไมต้องกลัวเตา IF?
    โรงงานของซินเคอหยวนใช้กระบวนการหลอมด้วยเตา Induction Furnace (IF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จีนกวาดล้างและสั่งห้ามใช้ในประเทศตัวเองมานานแล้ว เพราะข้อจำกัดสำคัญคือ ไม่มีระบบออกซิเดชัน (Oxidation) และการสร้างสแลก (slag) สำหรับกำจัดหรือดูดซับสารมลทิน เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน และสิ่งเจือปนที่มากับเศษเหล็ก เช่น โบรอน ทำให้ควบคุมคุณสมบัติทางเคมีและปริมาณสารเจือปนได้ยาก ส่งผลให้เหล็กที่ผลิตออกมามีความเปราะ แข็งแรงน้อย และเสี่ยงอย่างยิ่งหากนำไปใช้ในงานโครงสร้าง
    เมื่อจีนปิดประตูเตา IF กลุ่มทุนเหล่านี้จึงเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ขณะที่โรงงานเหล็กไทยส่วนใหญ่ใช้เตาแบบ Electric Arc Furnace (EAF) ซึ่งมีประสิทธิภาพและคุณภาพเหนือกว่า
    ย้อนวีรกรรม “ซินเคอหยวน” จากเครนถล่มดับ 7 ศพ สู่ตึก สตง.ถล่ม
    บริษัท ซินเคอหยวน จดทะเบียนในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ทุนจดทะเบียน 6,000 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นทุนจีน เปิดโรงงานแห่งแรกที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ผลิตเหล็กลวด เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กเส้นกลม ก่อนจะขยายโรงงานแห่งที่ 2 ที่ ต.ตาสิทธิ์ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง บนเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ มีคนงานราว 3,000 คน และยังขยายโครงการไปสร้างโรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อน-รีดเย็นที่ จ.ปราจีนบุรี ด้วยกำลังการผลิตรวมหากเสร็จสมบูรณ์จะสูงถึง 8,600,000 ตันต่อปี ขึ้นแท่นผู้ผลิตเหล็กเบอร์ 1 ของไทยทันที
    แต่ตลอดเส้นทางของซินเคอหยวน เต็มไปด้วย “วีรกรรม” สะเทือนขวัญ ดังนี้
    29 มีนาคม 2567 — เครนถล่มดับ 7 ศพที่ปลวกแดง
    ปั้นจั่นหอสูงกว่า 20 เมตรในไซต์ก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ถล่มลงมาทับคนงาน เสียชีวิตทั้งหมด 7 ราย (เป็นชาวจีน 1 ราย และชาวเมียนมา 6 ราย) บาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้บานปลายเป็นการประท้วงของแรงงานพม่ากว่า 400 คน ที่รวมตัวปิดกั้นพื้นที่ ไม่ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำศพออก เรียกร้องค่าชดเชยศพละ 5 ล้านบาท ก่อนตกลงกันได้ที่ศพละ 1.6 ล้านบาท เหตุการณ์ครั้งนี้ยังนำไปสู่การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร พบการละเมิดอื่นๆ ทั้งการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ดำเนินธุรกิจที่ไม่จดทะเบียน มลพิษ และขนส่งกากแร่ผิดกฎหมาย
    18 ธันวาคม 2567 — ถังแก๊ส LPG ระเบิดที่บ้านค่าย
    โรงงานซินเคอหยวน สตีล ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA ระยอง เกิดเหตุระเบิดจากการรั่วไหลของถังก๊าซ LPG ขนาด 110,000 ลิตร มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย สาเหตุพบว่ามีการเคลื่อนย้ายถังก๊าซโดยไม่แจ้งขออนุญาตจากสำนักงานพลังงานจังหวัด ถูกปรับเพียง 50,000 บาท พร้อมถูกสั่งหยุดประกอบกิจการ 30 วัน
    ปลายปี 2567 — ตรวจพบเหล็กตกมาตรฐาน อายัด 49.2 ล้านบาท
    หลังเหตุระเบิด ทีมตรวจการกระทรวงอุตสาหกรรมยุค “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” เข้าตรวจสอบและพบเหล็กเส้นไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. (โดยเฉพาะค่าธาตุโบรอนที่สูงเกิน) จึงสั่งอายัดเหล็ก 2,441 ตัน มูลค่าราว 49.2 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อหา 3 ข้อหา
    28 มีนาคม 2568 — เหล็กซินเคอหยวนโผล่ในซากตึก สตง.ถล่ม
    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวศูนย์กลางในเมียนมา ส่งผลให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ สูง 34 ชั้น ถนนกำแพงเพชร 2 พังถล่มลงมา มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เมื่อเก็บตัวอย่างเหล็ก 28 ชิ้นจากซากตึกไปตรวจ พบว่าเหล็กข้ออ้อย ขนาด 20 มม. และ 32 มม. ของซินเคอหยวน “ไม่ผ่านมาตรฐาน” มอก. 24-2559 รวมถึงเหล็กรายอื่นอีก 3 ชนิด
    เมษายน 2568 — บุกค้น พบฝุ่นแดงเกือบ 60,000 ตัน
    กระทรวงอุตสาหกรรมยุคเอกนัฏ นำหมายศาลร่วมกับ DSI และตำรวจสอบสวนกลาง บุกตรวจค้นซินเคอหยวนซ้ำ พบ “ฝุ่นแดง” (กากของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมเหล็ก) เกือบ 60,000 ตัน ที่ครอบครองโดยไม่แจ้ง และมีการขนย้ายผิดกฎหมาย
    30 มิถุนายน 2568 — DSI ตั้งข้อหา 1,016 คดี
    เอกนัฏประกาศเดินหน้าเอาผิดซินเคอหยวน รวบรวมหลักฐานส่ง DSI ตั้งข้อหามากกว่า 1,000 คดี ครอบคลุมทั้งเหล็กไม่ได้มาตรฐาน นอมินี และฝุ่นแดงผิดกฎหมาย
    บริษัทดิ้นฟ้องกลับ 3.2 พันล้าน
    ในเดือนตุลาคม 2568 ซินเคอหยวนได้ยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง ขอให้ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” และคณะ ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 3,200 ล้านบาท จากคำสั่งปิดโรงงาน โดยอ้างว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ของบริษัทไม่เคยถูกแจ้งว่าไม่ได้มาตรฐาน
    ภาพรวมการกวาดล้าง
    ตลอด 7 เดือนแรกของปฏิบัติการ “ทีมสุดซอย” ของอดีต รมว.เอกนัฏ ยึดอายัดเหล็กรวมมูลค่ากว่า 384.4 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นเหล็กเส้นจากเตา IF สำหรับงานก่อสร้าง ตอกย้ำว่าเทคโนโลยีนี้เป็นต้นเหตุสำคัญของเหล็กไม่ได้คุณภาพในไทย
    แรงต้านจาก 10 สมาคมเหล็กไทย
    ในเดือนตุลาคม 2568 กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะพิจารณาอนุญาตให้โรงงานที่เคยถูกสั่งปิด รวมถึงซินเคอหยวน กลับมาเปิดดำเนินการ ด้วยความห่วงใยว่าหากเปิดทาง สินค้าเหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐานจะกระจายออกสู่ตลาดอีกครั้ง สร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชาชน และเกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตที่ทำตามมาตรฐาน
    ขณะที่ในระดับนานาชาติ ทั้งมาเลเซียและเวียดนามต่างก็เข้มงวดกับโรงงานเตา IF ไทยเองก็มีแนวปฏิบัติห้ามใช้เหล็ก IF ในงานราชการและโครงสร้างสำคัญ มีรายงานว่าคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) กำลังพิจารณายกเลิก มอก. เตา IF ทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตอย่างน้อย 10 รายในไทย
    บทสรุป
    การที่ “ผีซินเคอหยวน” พยายามคืนชีพอีกครั้ง ท่ามกลางคดีความที่ยังคาราคาซังอยู่หลายพันคดี และความทรงจำของประชาชนต่อภาพตึก สตง.ถล่มที่ยังไม่จางหาย คือบททดสอบสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมยุค “วราวุธ ศิลปอาชา” ว่าจะยืนหยัดปกป้องมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน หรือจะยอมเปิดทางให้กลุ่มทุนจีน “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” กลับมาผลิตเหล็กด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดไทยอีกครั้ง
    คำตอบของเรื่องนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับโรงงานเหล็ก IF อีกหลายแห่งทั่วประเทศ และเป็นเครื่องชี้วัดว่ารัฐไทยให้น้ำหนักกับ “ผลประโยชน์ทุนต่างชาติ” หรือ “ชีวิตประชาชน” มากกว่ากัน
    ที่มา: อีจัน (ejan.co), กรุงเทพธุรกิจ, ประชาชาติธุรกิจ, ไทยพีบีเอส, ไทยรัฐ, มติชน, โพสต์ทูเดย์, อิศรา, The Standard, แนวหน้า, ไทยโพสต์, ธรรมศาสตร์เกษม, กรมโรงงานอุตสาหกรรม (DIW)

    https://www.facebook.com/share/p/18gCBQ2Trk/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【เปิดโปง】สภาคองเกรสสหรัฐฯ แฉ “บริษัทรัฐบาลจีน” ทำสัญญากับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ สร้างคอมเปาด์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    รายงาน กมธ.จีน เผยปักกิ่ง “เลือกที่จะไม่ทำอะไร” ปล่อยศูนย์สแกมหลอกคนอเมริกันสูญเงินปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์ — ตราบใดที่เหยื่อไม่ใช่คนจีน
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 คณะกรรมาธิการคัดเลือกว่าด้วยการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Select Committee on the CCP) ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานการสืบสวนฉบับใหม่ที่ชื่อ “Crime, Corruption, and Power: CCP-Linked Transnational Crime and the Rise of a Distributed Threat to U.S. National Security” หรือ “อาชญากรรม คอร์รัปชัน และอำนาจ: อาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และการก่อตัวของภัยคุกคามแบบกระจายต่อความมั่นคงสหรัฐฯ”
    รายงานฉบับนี้จัดทำโดยประธานคณะกรรมาธิการ จอห์น มูลีนาร์ (John Moolenaar) จากพรรครีพับลิกัน และสมาชิกอาวุโสฝ่ายค้าน โร คันนา (Ro Khanna) จากพรรคเดโมแครต โดยเปิดเผยว่าเครือข่ายศูนย์สแกมที่เชื่อมโยงกับจีนกำลังหลอกลวงประชาชนอเมริกันให้สูญเสียเงินอย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 360,000 ล้านบาท) พร้อมกับเป็นเชื้อเพลิงให้กับการค้ามนุษย์ อาชญากรรมไซเบอร์ และการเงินผิดกฎหมายในระดับอุตสาหกรรม
    ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ — หน่วยงานสหรัฐฯ ระบุตรงๆ ว่า “บริษัทรัฐบาลจีน” รับเหมาก่อสร้างคอมเปาด์สแกมให้องค์กรอาชญากรรม
    จุดที่น่าตื่นตะลึงที่สุดของรายงานฉบับนี้คือการเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่ามีบริษัทที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ (Chinese government-owned company) ได้ทำสัญญาโดยตรงกับองค์กรอาชญากรรม เพื่อก่อสร้างอาคารคอมเปาด์ขนาดมหึมาที่ต่อมาถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของศูนย์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึง Prince Group หรือเครือปริ๊นซ์โฮลดิ้งกรุ๊ป กลุ่มทุนกัมพูชาที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำในฐานะ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา
    ในคำปราศรัยเปิดการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ มูลีนาร์ระบุชัดเจนว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่รายงานของเรามีข้อค้นพบใหม่ที่เปิดโปงว่าบริษัทของรัฐบาลจีนได้ทำสัญญาโดยตรงกับองค์กรอาชญากรรม เพื่อก่อสร้างคอมเปาด์ศูนย์สแกมขนาดมหึมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องเข้าใจให้ชัดว่า รัฐบาลจีนมีศักยภาพที่จะดำเนินการนำตัวผู้ปฏิบัติการศูนย์สแกมเหล่านี้มาลงโทษ แต่จีนเลือกที่จะไม่ทำ”
    ปักกิ่ง “ยอม” ให้ศูนย์สแกมทำงาน — ตราบใดที่ไม่หลอกคนจีน
    หนึ่งในข้อสรุปที่น่าตกใจที่สุดของรายงานคือการชี้ว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ “สั่งการ” ศูนย์สแกมเหล่านี้โดยตรง และไม่ได้เป็นแผนสมคบคิดที่รัฐหนุนหลังแบบเปิดเผย แต่รูปแบบการปกครองและการบังคับใช้กฎหมายของจีนต่างหากที่ “เอื้ออำนวย” ให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้เติบโต
    มูลีนาร์อธิบายว่าการกวาดล้างการพนันออนไลน์และศูนย์สแกมในประเทศของจีนเอง ได้ผลักดันให้ผู้ปฏิบัติการอาชญากรชาวจีนย้ายออกนอกประเทศ ไปสู่กัมพูชาและเมียนมา ซึ่งระบบธรรมาภิบาลอ่อนแอ มีการคอร์รัปชันสูง และมีการคุ้มครองทางการเมืองที่เปิดทางให้เครือข่ายสแกมขยายตัวได้อย่างไร้ขอบเขต ขณะเดียวกัน จีนเองยังคงเป็นกระดูกสันหลังที่ค้ำจุนศูนย์สแกมเหล่านี้ ผ่านเครือข่ายธนาคารใต้ดิน นายหน้าคริปโตเคอเรนซี และบริษัทเปลือกหอย (shell companies) ที่ใช้โยกย้ายและฟอกเงินข้ามชาติ
    ประธานกรรมาธิการกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากรัฐบาลจีนต้องการดำเนินการกับอาชญากรเหล่านี้ จีนทำได้ แต่จีนเลือกที่จะไม่ทำ” ซึ่งสะท้อนนัยที่นักวิเคราะห์อ่านได้ชัดเจน คือ ตราบใดที่เหยื่อหลักของสแกมคือชาวอเมริกัน ชาวไทย หรือชาวเอเชียอื่นๆ ไม่ใช่ประชาชนชาวจีน ปักกิ่งก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะลงมือปราบปรามอย่างจริงจัง
    ระบบนิเวศอาชญากรรมแบบกระจาย — ไม่ใช่แก๊งเดียว แต่เป็น “เครือข่ายดิจิทัล” ทั้งภูมิภาค
    รายงานชี้ว่าศูนย์สแกมที่กระจุกตัวอยู่ในกัมพูชาและเมียนมาไม่ใช่กิจการอาชญากรรมโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอาชญากรรมแบบกระจาย (distributed criminal ecosystem) ที่เชื่อมโยงการฉ้อโกงไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินเข้าด้วยกัน องค์กรเหล่านี้ดำเนินงานด้วยขนาด วินัย และความสามารถในการปรับตัวเทียบเท่าบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่
    พื้นที่ปฏิบัติการรอาศัยแรงงานที่ถูกค้ามนุษย์เป็นหลัก รายงานชี้ว่าผู้ถูกหลอกเข้าไปทำงานในคอมเปาด์เหล่านี้นับพันคนถูกบังคับให้ดำเนินการสแกมภายใต้การข่มขู่ด้วยความรุนแรง ภายในคอมเปาด์ที่มีรั้วรอบขอบชิดแน่นหนาราวกับป้อมปราการ
    ผลกระทบไม่จำกัดแค่อเมริกา — แต่กำลังบ่อนทำลายเสถียรภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    คณะกรรมาธิการเตือนว่าเครือข่ายสแกมเหล่านี้ไม่ได้แค่หลอกคนอเมริกันเท่านั้น แต่ยังบ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลดทอนความเข้มแข็งของพันธมิตรสหรัฐฯ และขยายอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในภูมิภาคที่เป็นสมรภูมิการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
    โร คันนา สมาชิกอาวุโสฝ่ายเดโมแครต กล่าวว่า “การสืบสวนครั้งนี้เป็นการยืนหยัดเพื่อชาวอเมริกันหลายล้านคนที่สูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับสแกมเหล่านี้ รวมถึงเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกล่อลวงเข้าไปในคอมเปาด์สแกมโดยกลุ่มอาชญากรที่เชื่อมโยงกับจีน ความร่วมมือทวิภาคีกับปักกิ่งที่สามารถตรวจสอบได้ พร้อมกับการสนับสนุนภาคประชาสังคม จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการนำความยุติธรรมมาสู่เหยื่อ”
    Prince Group: บทเรียนที่ยังไม่จบ และเงาที่ทอดยาวมาถึงไทย
    รายงานฉบับนี้อ้างอิงเป็นพิเศษถึงงานข่าวสืบสวนของ ทอม ไรท์ (Tom Wright) อดีตผู้สื่อข่าว Wall Street Journal ผู้สืบสวนเครือข่ายขบวนการสแกมในภูมิภาคนี้มาอย่างต่อเนื่อง และบทความเกี่ยวกับ ยิ้ม เลียก (Yim Leak) นักธุรกิจกัมพูชาผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งเขียนโดย เจคอบ ซิมส์ (Jacob Sims) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (ปรากฏในหน้า 14 ของรายงาน)
    ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม 2025 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และรัฐบาลอังกฤษได้ออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีต่อ Prince Group โดยกล่าวหาว่าผู้ก่อตั้งคือ เฉิน จื้อ (Chen Zhi) ผู้ถือสัญชาติทั้งจีน กัมพูชา วานูอาตู เซนต์ลูเซีย และไซปรัส ได้ดูแลการก่อสร้างและปฏิบัติการของคอมเปาด์สแกมอย่างน้อย 10 แห่งทั่วกัมพูชา รวมถึงคอมเปาด์ “จินเป่ย” (Jinbei) ที่โด่งดังในเมืองสีหนุวิลล์ พร้อมยึดทรัพย์คริปโตเคอเรนซีจากเฉิน จื้อ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการยึดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
    ต่อมาในเดือนมกราคม 2026 ทางการกัมพูชาได้จับกุมเฉิน จื้อ และส่งตัวเขากลับไปยังกรุงปักกิ่ง โดยภาพที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อรัฐจีนแสดงให้เห็นเฉิน จื้อ ถูกครอบหัวด้วยถุงและใส่กุญแจมือขณะถูกพาลงจากเครื่องบิน
    สำหรับประเทศไทย ผลพวงจากการสืบสวนสแกมข้ามชาติได้สั่นสะเทือนแวดวงการเมืองและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ยึดและอายัดทรัพย์สินรวมแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับยิ้ม เลียก และ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) หรือ “เบน สมิธ” นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นนายหน้าฟอกเงินรายใหญ่ให้ขบวนการสแกมในกัมพูชา
    นอกจากนี้ในเดือนตุลาคม 2025 วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทินได้ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากเว็บไซต์ Whale Hunting ของทอม ไรท์ และ แบรดลีย์ โฮป (Bradley Hope) ตีพิมพ์รายงานกล่าวหาว่าภรรยาของเขาได้รับคริปโตเคอเรนซีมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์จากเครือข่ายอาชญากรรมจีน-กัมพูชาที่เชื่อมโยงกับเมาเออร์เบอร์เกอร์
    บทสรุป: ภัยคุกคามที่ไม่อาจจัดอยู่ในกล่องเดียว
    มูลีนาร์เน้นย้ำว่าศูนย์สแกมที่เชื่อมโยงกับจีนต้องถูกจัดให้เป็น “ปัญหาความมั่นคงแห่งชาติแบบครอสซ์คัตติ้ง” (cross-cutting national security problem) ที่ครอบคลุมอาชญากรรมไซเบอร์ คอร์รัปชัน การค้ามนุษย์ การเงินผิดกฎหมาย และผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของอเมริกา ภัยคุกคามนี้ไม่อาจถูกลดทอนให้เป็นเพียงเรื่องประเภทเดียว
    เขายังเรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมาย Dismantle Foreign Scam Syndicates Act ซึ่งผ่านคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว และมีผู้ร่วมสนับสนุนทั้งสองพรรครวมกว่า 60 คน
    สำหรับมุมมองในเชิงยุทธศาสตร์ รายงานฉบับนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่วอชิงตันมองอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับจีน นั่นคือ การที่บริษัทรัฐบาลจีนเข้าไปรับเหมาสร้างอาคารให้แก๊งอาชญากรรมโดยตรง ไม่ใช่อุบัติเหตุของการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ แต่เป็นรูปแบบของ “ความเฉื่อยเชิงโครงสร้าง” ที่ปล่อยให้รัฐและอาชญากรเดินคู่ขนานกันได้ ตราบใดที่ปลายทางการหลอกลวงไม่ใช่บ้านของตัวเอง
    ที่มา: Select Committee on the CCP, U.S. House of Representatives (chinaselectcommittee.house.gov), U.S. Department of the Treasury (OFAC), Reuters, The Diplomat, Bangkok Post, Nation Thailand, Khaosod English, Whale Hunting (Project Brazen), TRM Labs, OCCRP, Asia Times
    #สแกมเมอร์ #ฟอกเงิน #จีน #กัมพูชา #ปริ๊นซ์กรุ๊ป #PrinceGroup #ChenZhi #YimLeak #CCP #SelectCommitteeOnChina #ScamCenter #SoutheastAsia #USCongress #BenSmith #มหากาพย์นายหน้า

    https://www.facebook.com/share/p/18MYSEPr95/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สื่อทั่วโลกมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการเยือนจีนของวลาดิมีร์ ปูติน?

    ❗️Al Jazeera: ทำไมรัสเซียและจีนจึงต้องการกันและกัน?
    การมาถึงของปูตินได้รับการประกาศเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯเดินทางออกจากปักกิ่ง

    ❗️Reuters: หลังจากการเยือนของทรัมป์ สี จิ้นผิง และปูตินจะพบกันที่ปักกิ่งเพื่อหารือด้วย "การทูตชา"

    ผู้นำของจีนและรัสเซียจะพบกันในวันพุธสำหรับการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่ง ซึ่งพวกเขาจะหารือเกี่ยวกับประเด็นทวิภาคีและระหว่างประเทศ โดยจะปิดท้ายด้วยการสนทนาอย่างไม่เป็นทางการระหว่าง "เพื่อนเก่า" พร้อมถ้วยชา

    ❗️The Washington Post: “ขณะที่ Putin เยือนจีนความไม่ไว้วางใจภายในพันธมิตรต่อต้านอเมริกากำลังเพิ่มขึ้น”
    การเยือน Beijing ติดต่อกันของประธานาธิบดีสหรัฐฯและรัสเซีย แสดงให้เห็นว่า Xi Jinping เป็นผู้นำโลกที่ต้องให้ความสำคัญและต้องพยายามเข้าหาในทุกวิถีทาง

    ❗️Anadolu Agency: สี จิ้นผิง กล่าวกับปูตินในการประชุมที่ปักกิ่งว่า จีนและรัสเซียต้องสร้างระบบการปกครองโลกที่ "ยุติธรรมและเสมอภาค"

    ❗️Channel NewsAsia: ปูตินยินดีกับความคืบหน้าที่ "แข็งแกร่ง" ในความร่วมมือระหว่างรัสเซียและจีนระหว่างการเจรจากับสี จิ้นผิง

    ❗️The Times of India: ปูตินได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ในจีน การประชุมจิบน้ำชากับสี จิ้นผิง เป็นประเด็นสำคัญ

    ❗️Bloomberg: สี จิ้นผิง กล่าวว่าการยุติสงครามในตะวันออกกลางมีความสำคัญสูงสุด

    ❗️CNBC: ขณะที่ปูตินและสี จิ้นผิง พบกัน ปัญหาการหยุดชะงักด้านพลังงานจากสงครามในอิหร่าน ทำให้โครงการท่อส่งก๊าซรัสเซียที่ถูกเลื่อนมานานกลับมาอยู่ในวาระอีกครั้ง

    20/05/2026
    https://www.facebook.com/share/p/14aAxdZyhYt/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยิ่งวันเวลาผ่านไป สงครามที่สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่าน กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่อัปยศที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

    พูดกันตามตรงเลยนะ ถ้าสหรัฐฯ ไม่สามารถโค่นล้มระบอบปกครองของอิหร่านได้ด้วยการโจมตีทางทหารในรอบถัดไป (ซึ่งบอกเลยว่าแทบเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ทำถึงขั้นล้างบางมนุษยชาติ) สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ "อิหร่านจะผงาดขึ้นมาแข็งแกร่งกว่าเดิม" ไม่ใช่แค่ในตะวันออกกลางน่ะ แต่จะกลายเป็นผู้กุมชีพจรเศรษฐกิจโลกเอาไว้ในมือทันที

    ราคาที่ต้องจ่าย... ยิ่งรบ ยิ่งสะท้อนความโอหัง

    การตัดสินใจทิ้งระเบิดถล่มอิหร่านมันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิ่ว และเป็นสิ่งที่รู้กันมานานนับทศวรรษ แต่รัฐบาลทรัมป์และพรรคพวกกลับหลงระเริง คิดว่าตัวเองเป็นข้อยกเว้นและไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ความมั่นใจแบบผิด ๆ นี้มันเริ่มมาจากการที่พวกเขาไปดีใจกับปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่ดูเหมือนจะสำเร็จ จนนำมาสู่ "ความโอหัง" ในสงครามครั้งนี้

    และพอสถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซ็นต์เริ่มพังไม่เป็นท่า สิ่งที่สหรัฐฯ จะทำต่อจากนี้คืออะไรระรู้ไหม? พวกเขาคงจะหันไปเล่นงานเกาะเล็ก ๆ ที่โดนคว่ำบาตรมานานอย่าง "คิวบา" ประเทศที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มชาติที่ไม่ยอมก้มหัวให้อเมริกา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในอ่าวเปอร์เซีย แล้วก็คงจะป่าวประกาศเอาหน้าว่า "เย้! เราได้ปลดปล่อยประเทศที่เราขังเขามาตลอด 70 ปีสำเร็จแล้ว!"

    ⏳ ย้อนรอยคำลวง... สรุปใคร "ชนะ" กันแน่?

    จำได้ไหมว่าเรื่องนี้มันเริ่มขึ้นมายังไง? ลองย้อนไปดูคำพูดของเขากัน

    "ก็แค่เด็ดหัวนายพลอิหร่านคนเดียวเอง อิหร่านไม่กล้าตอบโต้หรอก พวกนั้นน่ะอ่อนแอ"

    "เห็นไหม ปฏิบัติการ Midnight Hammer เป็นการโจมตีที่แม่นยำ เด็ดปีกนิวเคลียร์อิหร่านได้ โดยที่ทหารอเมริกันไม่เสียชีวิตสักคน"

    "เจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน... อดทนหน่อยเพื่อผลประโยชน์ระยะยาว"

    "ก็แค่ผู้นำศาสนาอายุ 84 ปีคนนึง... ขอเวลาแค่สัปดาห์เดียว"

    "อ่า... น่าจะสัก 2-4 สัปดาห์แหละ"

    "อืม... น่าจะ 1-2 เดือนนะ"

    "เอาน่ะ... อย่างช้าก็คงไม่เกินกันยายนนี้แหละ"

    แล้วดูตอนนี้ ตัดภาพมาที่ความเป็นจริง อิหร่านยังคงมีศักยภาพทางทหารอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขาฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากผ่านการสู้รบ และตอนนี้กลายเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่า สหรัฐฯ เสียอีก

    นี่แหละ... ผลลัพธ์ของคำว่า "ชนะ" ในแบบฉบับของรัฐบาลอเมริกา!

    #ข่าวต่างประเทศ #เล่าข่าว #ประเด็นร้อน #สรุปข่าว #OrbitWire #hotnews #GlobalConflict #Geopolitics

    https://www.facebook.com/share/p/1B4FmgwBPe/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลังจากที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายงานความสูญเสียของกองทัพอากาศอเมริกันในปฏิบัติการ “Epic Fury” ที่สู้รบกับอิหร่าน ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์เท่าไหร่นัก

    เหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะหน่วยงานวิเคราะห์ของสภาคองเกรสเอง ก็ต้องไปไล่คุ้ยเอาจาก "ข้อมูลเปิด" (OSINT) ที่รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่แล้ว เนื่องจากเพนทากอน (กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ) เล่นตัว ไม่ยอมปล่อยรายงานสรุปความเสียหายจากการรบแบบเบ็ดเสร็จออกมานั่นเอง

    เปิดตัวเลขสภาคองเกรส: พัง-ร่วง 42 ลำ

    ตามรายงานระบุว่า สหรัฐฯ สูญเสียเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และโดรน ทั้งในแบบที่ถูกทำลายและได้รับความเสียหาย รวมทั้งหมด 42 ลำ โดยมีรายละเอียดเด่นๆ ดังนี้:

    F-35 (เครื่องบินรบยุคที่ 5): โดนระบบป้องกันภัยทางอากาศอิหร่าน เสียหาย 1 ลำ

    F-15E Strike Eagle: ยอดพังยับ 4 ลำ (ช้ำใจสุดคือ 3 ลำโดนคูเวตสอยเพราะยิงกันเอง ส่วนอีก 1 ลำโดนอิหร่านสอย

    A-10 Thunderbolt II : โดนอิหร่านสอยร่วง 1 ลำ

    E-3G Sentry (เครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า/AWACS): โดนถล่มเละคาสนามบินเจ้าชายสุลต่าน 1 ลำ

    KC-135 (เครื่องบินเติมน้ำมัน): เสียหายหนัก 7 ลำ (ชนกันเองกลางอากาศจนร่วง 1 เสียหาย 1 และโดนอิหร่านยิงถล่มคาสนามบินอีก 5 ลำ)

    MC-130J Commando II: สหรัฐฯ ต้องจำใจระเบิดทิ้งเอง 2 ลำ ระหว่างภารกิจกู้ภัยในอิหร่านเพราะกู้กลับไม่ได้(บางรายงานบอกอิหร่านยิงทำลาย)

    HH-60G Pave Hawk (เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย): เสียหาย 1 ลำขณะทำภารกิจ

    MQ-4C Triton (โดรนสอดแนม): ตกทะเลในอ่าวเปอร์เซีย 1 ลำ

    MQ-9 Reaper (โดรนพิฆาต): กลายเป็นเป้านิ่ง โดนระบบป้องกันภัยทางอากาศอิหร่านสอยร่วงเป็นใบไม้ร่วงถึง 24 ลำ

    แต่ช้าก่อน! รายงานที่สภาคองเกรสอุตส่าห์ "ไปขูดรีดรวบรวมมา" ชิ้นนี้ กลับมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะตกหล่นข้อมูลความสูญเสียที่รู้กันทั้งโลกไปหลายรายการ

    ถ้านับตามข้อมูลที่สื่อและนักสังเกตการณ์จับตาดูอยู่ สหรัฐฯ ยังมีเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ที่ร่วงและพังอีกที่ไม่มีชื่อในรายงานนี้ เช่น:

    เฮลิคอปเตอร์ CH-47 Chinook

    เฮลิคอปเตอร์ UH-60

    เฮลิคอปเตอร์ CH-53 Sea Stallion

    เฮลิคอปเตอร์จิ๋ว MH-6 Little Bird อีกประมาณ 4 ลำ

    เครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 อีก 1 ลำ

    หากนำตัวเลขที่ตกหล่นเหล่านี้มารวมเข้าไปด้วย ยอดสูญเสียที่แท้จริงของฝั่งอเมริกาจะพุ่งทะลุ เกือบ 50 ลำ เลยทีเดียว! สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า รายงานของสภาคองเกรสนั้น "ไม่ครบถ้วน" แค่นับเฉพาะเคสที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์หลุดออกมาเท่านั้น ยังไม่รวมเครื่องบินอีกไม่รู้กี่ลำที่อาจจะแอบพังเงียบๆ โดยที่สายตาของคนนอกยังมองไม่เห็น

    #ข่าวต่างประเทศ #เล่าข่าว #ประเด็นร้อน #สรุปข่าว #OrbitWire #hotnews #GlobalConflict #Geopolitics

    https://www.facebook.com/share/p/1GuR1KV7im/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ส่อแววละเมิดกฎหมายตัวเอง! สหรัฐฯ จำใจลอกคราบ "อิสราเอล" ปมปกปิดการมีนิวเคลียร์ในครอบครองมานาน 50 ปี
    .
    20 พฤษภาคม 2569 – นโยบาย "ความคลุมเครือทางนิวเคลียร์" ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันปกปิดมานานกว่า 50 ปีพังทลายลง หลังสงครามรามาฎอนและการยิงขีปนาวุธของอิหร่านมาตกใกล้ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ดิโมนาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม บีบให้สหรัฐฯต้องออกมายอมรับการมีอยู่ของคลังแสงนี้
    .
    .
    ชนวนเหตุทำลายบทละคร 50 ปี

    นับตั้งแต่ปี 2512 สหรัฐฯ และอิสราเอลมีข้อตกลงลับร่วมกันว่า อิสราเอลจะไม่ยอมรับหรือปฏิเสธเรื่องการมีนิวเคลียร์ เพื่อให้สหรัฐฯ สามารถส่งเงินช่วยเหลือทั่วมหาสมุทรได้โดยไม่ผิดกฎหมายตัวเอง แต่บทละครนี้พังทลายลงเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569 หลังจากขีปนาวุธของอิหร่านพุ่งตกใกล้กับ "ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ดิมอนา" ในทะเลทรายเนเกฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งคลังแสงนิวเคลียร์ลับของอิสราเอล

    เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้ทำเนียบขาวอย่างมาก เพราะความไม่ชัดเจนเรื่อง "เส้นแดง" อาจทำให้ฝั่งอิหร่านคำนวณพลาดจนจุดชนวนสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกโดยไม่ตั้งใจ

    ความโปร่งใสที่ลดลงกลายเป็นจุดเสี่ยงในเดือน พ.ค.2569 เมื่อสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ เกือบ 30 คน ยื่นจดหมายจี้ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ให้เปิดเผยข้อมูลนิวเคลียร์อิสราเอล ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แทนที่จะปฏิเสธตามคัมภีร์การทูต กลับเลือกตอบรับด้วยการใช้คำว่า "กำลังหารือเรื่อง ความปลอดภัยและการประสานงานด้านนิวเคลียร์ กับอิสราเอล" ถือเป็นการยอมรับโดยพฤตินัยว่า พันธมิตรรายนี้มีอาวุธนิวเคลียร์จริง

    *การยอมรับดังกล่าวสร้างแรงกดดันทางกฎหมายต่อสหรัฐฯ ทันที เนื่องจากตาม 'กฎหมายซิมิงตันและเกลนน์' (Symington and Glenn Amendments) ซึ่งเป็นกฎหมายภายในของสหรัฐฯ ระบุไว้อย่างเด็ดขาดว่า ห้ามส่งมอบความช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศที่ครอบครองนิวเคลียร์นอกสนธิสัญญา หรือ NPT

    การเปิดความจริงครั้งนี้ จึงบีบให้ทำเนียบขาวต้องเลือกระหว่าง การฉีกกฎหมายตัวเองเพื่ออุ้มพันธมิตร หรือ จะยอมตัดใจลดระดับความสัมพันธ์กับอิสราเอล

    ชาติกลุ่มโลกใต้ ต่างไม่พอใจกับมาตรฐานสองมาตรฐานของตะวันตก ที่รุมคว่ำบาตรอิหร่านอย่างหนัก แต่กลับประเคนเงินหลายพันล้านให้อิสราเอลสร้างระบบนิวเคลียร์สงคราม

    ด้านพันธมิตรตะวันออกจึงเริ่มขยับหมากคานอำนาจ เพราะเมื่อกลไกเดิมคุมไม่อยู่ แกนร่วมใหม่อย่าง "จีน-อิหร่าน-ปากีสถาน" จึงเริ่มเปิดโต๊ะเจรจาภายใต้โมเดล "การป้องปรามหลายขั้ว" โดยมองว่าสันติภาพในตะวันออกกลางจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมหาอำนาจในภูมิภาคมีอาวุธนิวเคลียร์ที่เท่าเทียมกันเพื่อคานอำนาจ ไม่ใช่พึ่งพาคำโกหกของชาติตะวันตกอีกต่อไป
    .
    The Newsy | รายงานต่างประเทศจากแหล่งข่าวสากล

    #อิสราเอล #นิวเคลียร์อิสราเอล #สหรัฐฯ #สงครามอิหร่าน #theNewsyupdate

    https://www.facebook.com/share/p/1CtirMLbAQ/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,334
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คนในพื้นที่รู้ดีที่สุด! ลุกฮือทั้งหมู่บ้าน โวย “เจ๊รัตน์” อดีตเมียกำนันเขมร ปิดทางเข้าออกที่ทำกิน สั่งห้ามชาวบ้านเข้าพื้นที่

    เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ค. 2569 เกิดเหตุการณ์ชาวบ้านรวมตัวประท้วงเดือด งานนี้บอกเลยว่าคนในพื้นที่รู้ดีคนห้องแอร์อย่าเถียงคนในพื้นที่เลย! ปมปัญหาชาวบ้านลุกฮือโวย “เจ๊รัตน์” อดีตเมียกำนันลี ขวางห้ามเข้าพื้นที่ทำกิน เป็นความอัดอั้นที่สะสมมานาน ชาวบ้านเดือดร้อนหนักเพราะจู่ๆ ถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าไปดูแลพืชผลทางการเกษตรที่ลงทุนลงแรงไว้ ทำให้ขาดรายได้กะทันหัน

    แท้จริงแล้วปัญหาหลักมาจากเรื่องข้อตกลงและสิทธิ์ทำกินที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยอดีตกำนันลี การถูกสั่งห้ามเข้าพื้นที่จึงเหมือนการตัดอู่ข้าวอู่น้ำของชาวบ้านหลายชีวิต เรื่องนี้ชาวบ้านจึงรวมตัวส่งเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งเข้ามาตรวจสอบแนวเขตให้ชัดเจน เพื่อคืนความยุติธรรมและแก้ไขปัญหาปากท้องให้จบลงด้วยดีครับ

    ข้อมูล: ข่าวสด, ไทยรัฐออนไลน์, AMARINTV

    https://www.facebook.com/share/18bB4cGH2o/
     

แชร์หน้านี้

Loading...